Search This Blog

Friday, February 19, 2010

โรคอัลไซเมอร์

ในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์การแพทย์มีความเจริญก้าวหน้าไปมาก ทำให้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้พบโรค ที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของร่างกายมากขึ้นในผู้สูงอายุ เช่น โรคหลอดเลือดแข็งตัว ที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน หรือแตก (ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาตครึ่งซีก) โรคไขข้ออักเสบจากความเสื่อม โรคกระดูกพรุน และโรคสมองเสื่อมโดยไม่มีสาเหตุ เราเรียกโรคโรคนี้ว่า โรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสลายของระบบประสาทส่วนกลาง  พบว่า ทั่วโลกมีคนเป็นโรคนี้กว่า 20 ล้านคน โดยเฉลี่ยผู้ป่วยจะมีอายุสั้น และเสียชีวิตภายใน 10 ปีหลังเกิดโรค จนถึงปัจจุบัน ทางการแพทย์ยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ได้ อัลไซเมอร์พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยสูญเสียความทรงจำ มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จนไม่สามารถดูแลตนเองได้

อาการของผู้ป่วยอาจแบ่งได้เป็น 4 ระยะ
  1. ระยะที่หนึ่ง ผู้ป่วยจะเริ่มมีปัญหาเรื่องของความทรงจำ มีอาการลืมในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ในขณะที่ความทรงจำในอดีตยังดีอยู่ ผู้ป่วยจะดูเชื่องช้าลง ไม่กระฉับกระเฉง เริ่มจำหนทาง หรือชื่อคนบางคนไม่ได้  ในช่วงนี้ ผู้ป่วยอาจมีอารมณ์โกรธง่าย หรือซึมเศร้า การดูแลผู้ป่วยในระยะนี้ เริ่มตั้งแต่การให้เวลาผู้ป่วยในการตอบคำถาม หรือการตอบสนองกับสิ่งรอบข้าง  เนื่องจากผู้ป่วยจะเชื่องช้าลง จากการทำงานของสมองที่เสียไป ควรจะช่วยให้ผู้ป่วยคลายความกังวล โดยบอกขั้นตอนทีละลำดับช้า ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยทำตามได้ และควรจัดให้ผู้ป่วยได้พักผ่อนเป็นช่วง ๆ จะทำให้ผู้ป่วยอารมณ์ดีขึ้น
  2. ระยะที่สอง ผู้ป่วยจะเริ่มมีปัญหาในการตัดสินใจ อาจคิด หรือพูดอะไรซ้ำ ๆ  เริ่มมีปัญหาเรื่องการรับรู้ เช่น ผู้ป่วยอาจจะทำน้ำร้อยลวกมือตนเอง แล้วมองบาดแผลเฉย ๆ โดยไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น  นอกจากนี้ ยังสูญเสียความสามารถทางคำพูด ไม่สามารถบ่งบอกในสิ่งที่ตนเองคิด หรือเข้าใจผ่านทางภาษาได้ การดูผู้ป่วยในระยะนี้ ควรดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยจัดกิจวัตรประจำวันให้กับผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยปรับตัวได้ง่ายขึ้น บางครั้งควรทบทวนในสิ่งที่ผู้ป่วยพูด และเน้นสรุปในสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการจะสื่อ เพื่อช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้ปฏิทินตัวใหญ่ ๆ การแขวนนาฬิกาให้ผู้ป่วยเห็นได้ง่าย  นอกจากนี้ญาติและครอบครัวของผู้ป่วย ต้องช่วยกันสังเกต และประเมินในเรื่องความสามารถด้านต่าง ๆ และพฤติกรรมของผู้ป่วย โดยเทียบกับพฤติกรรมเดิม เพื่อให้ทราบความสามารถที่ลดลงในด้านต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้จัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับผู้ป่วยในช่วงนั้น ๆ ได้
  3. ระยะที่สาม ผู้ป่วยมีความบกพร่อง ในเรื่องความรู้ความสามารถมากขึ้น ไม่สามารถจดจำสถานที่ต่าง ๆ ได้ เริ่มบกพร่องในการดูแลสุขอนามัยของตนเอง และไม่สามารถทรงตัวได้ดี ขณะยืน หรือเดิน  ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการโรคจิตหวาดระแวง หรือมีหูแว่วได้ การดูแลผู้ป่วยในระยะนี้ จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ ญาติจะต้องคอยดูแล และปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับความสามารถของผู้ป่วยที่ถดถอยลง ในรายที่มีอาการโรคจิต หูแว่ว จำเป็นต้องพบแพทย์ และรับประทานยา เพื่อควบคุมพฤติกรรมที่เป็นปัญหา
  4. ระยะที่สี่ ผู้ป่วยอาจออกจากบ้าน เร่ร่อนบ่อยขึ้น และอาจมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ หรือพูดซ้ำ ๆ ตลอด   นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย ที่ไม่เป็นที่เป็นทาง ผู้ป่วยอาจจะจำใครไม่ได้เลย หรือจำเรื่องรายบางสิ่งได้เป็นนาที และลืมภายในไม่กี่นาที การดูแลผู้ป่วยระยะนี้ จำเป็นต้องดูแลใกล้ชิดตลอดเวลา  เนื่องจากผู้ป่วย ไม่สามารถดูแลตนเองได้เลย รวมถึงเรื่องกิจวัตรประจำวัน เช่น การรับประทาน ซึ่งผู้ป่วยอาจเคี้ยว หรือกลืนอาหารเองไม่ได้ การเตรียมอาหารที่บดหยาบ และไม่เหลวจนเกินไป จะช่วยให้ผู้ป่วยรับประทานได้ง่ายขึ้น พยายามป้อนน้ำทีละน้อย แต่บ่อยขึ้น เพื่อลดภาวะการขาดน้ำของผู้ป่วย  นอกจากนี้ การดูแลเรื่องการขับถ่ายเป็นสิ่งสำคัญ ต้องพยายามพาผู้ป่วยเข้าห้องน้ำให้ถี่ขึ้น เพื่อลดการถ่ายเรี่ยวราด รวมทั้ง เรื่องการดูแลความสะอาดของร่างกาย เพื่อป้องกันการติดเชื้อทางผิวหนัง

โรคอัลไซเมอร์รักษาหรือป้องกันได้หรือไม่?

ในปัจจุบัน ยังไม่มียาที่ได้ผลจริงจัง ในการป้องกันการเสื่อมของสมอง หรือหยุดยั้งการตายของเซลล์สมองที่เป็นเร็ว และมากกว่าปกติในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ การรักษาผู้ป่วยมี 2 อย่าง คือ
  1. การรักษาตามอาการ ได้แก่ ยาที่ควบคุมจิตใจ และพฤติกรรมที่ก้าวร้าว การให้ยานอนหลับ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่หลับเวลากลางคืน ยาแก้เกร็ง สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการพาร์คินสันร่วมด้วย และให้อาหารทางสายยาง ในผู้ป่วยที่รับประทานอาหารเองไม่ได้
  2. การรักษาอาการสมองเสื่อม  เนื่องจาก ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีการขาดสาร Acetylcholine ในสมอง ยาที่ได้ผลในการรักษาอาการ เป็นยาที่เพิ่มสาร Acctylcholine ในสมอง ยาตัวแรกชื่อ Tacrine แต่ไม่นิยมใช้ เนื่องจากมีผลข้างเคียงมาก  ที่พบบ่อย คือ ตับอักเสบ ยาเพิ่มสาร Acetylcholine ในสมองรุ่นที่สอง ได้แก่ Donepezil เป็นยาที่ผลข้างเคียงน้อย และช่วยลดอาการสมองเสื่อมได้ อย่างมีนับสำคัญในผู้ป่วยที่มีอาการระยะที่ 1 และ 2 (อาการน้อยถึงปานกลาง)

หากญาติผู้ใหญ่ของท่านเริ่มมีอาการโรคอัลไซเมอร์ ควรจะดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นกำลังใจที่ดีต่อผู้ป่วย

ที่มา
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

Thursday, February 18, 2010

แกงเลียง ต้านมะเร็ง

อาหารเป็น 1 ใน 3 ต้นเหตุก่อมะเร็งทุกชนิด หากจะกำจัดก้อนเนื้อร้าย คงต้องใช้วิธีหนามหยอกเอาหนามบ่ง ก็ต้องรักษาด้วยอาหารนี่แหละ

อาหารไทย สุดยอดตำรับอาหารต้านโรคตัวจริงเสียงจริง เพราะ ฤทธิ์เดชภายในจากพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านนั้น ปราบปรามเหล่ามะเร็งร้ายได้ชะงักงัน  ครั้นลองสืบค้นข้อมูลรอบตัวเราแล้ว จะพบว่าอาหารไทยล้วนประกอบด้วย พืช ผัก ผลไม้ และสมุนไพรในไทยมากมายก่ายกอง แถมยังซ่อนอิทธิฤทธิ์ต้านมะเร็ง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยถึง 81% ไว้อย่างเหลือเชื่อ  และสุดยอดอาหารไทยพิฆาตมะเร็ง ต้องยกนิ้วให้ “แกงเลียง”

แกงเลียง ให้คุณค่าด้านวัฒนธรรม เพราะมีรากเหง้าแห่งความเป็นไทยสูง มันเป็นหนึ่งในตำรับอาหารโบราณ ที่จัดไว้เป็นสำรับ โดยมีข้าวสวยร้อนหอมกรุ่นเป็นหลัก และรายล้อมด้วย กับข้าวหลายอย่าง ทั้ง ต้ม แกง ยำ พล่า ผัด ทอด หมก และเครื่องจิ้ม ซึ่งมีผักหลากหลายให้เห็นกันโต้ง ๆ เป็นเครื่องเคียง

ผศ. ดร. สมศรี เจริญเกียรติคุณ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่าแกงเลียงเป็นอาหารพื้นบ้านของไทย ที่มีพืชผักสมุนไพรหลายชนิด และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในด้านรส และกลิ่น  ได้ลิ้มรสเผ็ดจากพริกไทย และกลิ่นจากใบแมงลัก

สารพันวัตถุดิบ ที่นำมาปรุงอาหารก็ยังหาได้ง่าย มีอยู่ในท้องถิ่น จึงกินได้เป็นประจำ กลายเป็นเมนูแสนอร่อย ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งยังป้องกัน และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ  ในบรรดาส่วนผสมเครื่องแกงนั้น
พริกไทย จะช่วยย่อยอาหาร ทำให้รู้สึกสบายท้อง ช่วยขับลม ขับเหงื่อ และลดความร้อนในร่างกาย  ส่วนหอมแดง บรรเทาอาการหวัด หายใจไม่ออก และสำหรับพริกขี้หนูนั้น จะช่วยเจริญอาหาร ขับลม เป็นยาระบาย ช่วยขับเสมหะ แก้หวัดได้ด้วย

วัตถุดิบหลักของแกงเลียง เริ่มด้วยตัวพระเอกอย่าง ใบแมงลัก สามารถแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ  ส่วนตำลึง ก็ช่วยแก้โรคผิวหนัง แก้ไข้ บำรุงสายตา  และสำหรับเจ้าบวบอวบ ๆ สามารถบำรุงหัวใจ เป็นยาระบาย แก้ร้อนในได้ดี ตบท้ายด้วยฟักทอง เต็มไปด้วยเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา

แล้วถ้านำองค์ประกอบทั้งสองมารวมกัน  แกงเลียงชามนั้นจะประกอบด้วย น้ำพริก ผัก เนื้อสัตว์ น้ำแกง และเครื่องปรุงรส น้ำพริกแกงเลียงจะแปลกกว่าน้ำพริกแกง ชนิดอื่น เพราะมีพริกไทย หัวหอม กะปิ กุ้งแห้ง บ้างใส่ปลาย่างหรือปลากรอบ และดัดแปลงได้หลากหลาย ทำให้น้ำแกงมีลักษณะข้น ตามด้วยใบแมงลักมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน แล้วเติมตำลึง ฟักทอง ข้าวโพดอ่อน หัวปลี บวบ ผักหวาน ฯลฯ ลงไป ตกแต่งให้สวยด้วยเนื้อสัตว์ ได้แก่ กุ้งสด เนื้อไก่ ฯลฯ ปรุงรสด้วยน้ำปลาหรือเกลือ

ผลลัพธ์คือ อาหารที่มีใยอาหารเต็มเปี่ยม ให้พลังงานและไขมันต่ำ แต่กินจนอิ่มหนำ แถมพวกมันยังระดมกำลังเป็นฤทธิ์ยา ช่วยกันต้านการอักเสบและความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ รวมทั้งเหนี่ยวนำการตายของเซลล์มะเร็งได้ด้วย  จากผลวิจัย พบว่าหนูทดลองบริโภคเมนูสุขภาพนี้ หนึ่งหรือสองหน่วยบริโภค ตลอด 6 สัปดาห์ สามารถลดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้กว่า 45-48% เลยทีเดียว  สาเหตุก็เพราะแกงเลียงมีสารพฤกษเคมีสำคัญ  2 กลุ่มที่มีผลดีต่อสุขภาพ ได้แก่ กลุ่มแคโรทีนอยด์ และกลุ่มฟลาวานอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระนั่นเอง

มีคำอธิบายจากห้องทดลองอีกว่า หลังจากนำสารสกัดเอธานอล และเฮกเซนของแกงเลียงไปทดสอบ ศักยภาพต้านการก่อกลายพันธุ์  พบว่า แกงเลียงช่วยต้านการกลายพันธุ์ใน แบคทีเรีย Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA 98 และ TA 100 ซึ่งเป็นต้นเหตุของเซลล์ผิดปกติในร่างกายได้  อีกทั้ง สารสกัดในแกงเลียง ยังต้านการเกิดความเสียหาย ที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่ง ที่อาจนำไปสู่การเกิดมะเร็งได้เช่นกัน และยังมีศักยภาพการเหนี่ยวนำการทำงานของเอนไซม์  NAD พบมากในตับ ซึ่งทำหน้าที่กำจัดสารพิษ สารก่อมะเร็งบางชนิด

 อย่ามัวแต่อ่านข้อมูลวิทยาศาสตร์จนตาลาย ประเดี๋ยวจะเตรียมเมนูฆ่ามะเร็งร้ายไม่ทันมื้อเย็นนี้

เซ็กเสื่อมของแถมจากออฟฟิศซินโดรม

เซ็กเสื่อมของแถมจากออฟฟิศซินโดรม

หากคุณนั่งใน ออฟฟิศทั้งวัน ห่างไกลการออกกำลังกาย มีอาการปวดร้าวตามแขน ขา บ่า ไหล่ ที่ไม่หายขาด อาจจะเป็นสาเหตุของโรค “ออฟฟิศ ซินโดรม”


โรค “ออฟฟิศ ซินโดรม” (Office Syndrome) ซึ่งเจ้าโรคมนุษย์ทำงานเนี่ย มักจะเกิดกับคนทำงานออฟฟิศ ที่สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสม จำพวกนั่งจุมปุ้กอุดอู้อยู่หน้าคอมเป็นเวลานาน ๆ ไม่ได้ขยับออกไปไหน เป็นชั่วโมง ๆ ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ปวดเมื่อยตามแขน ขา หลัง ไหล่

อาการยอดฮิต คือ ปวดหลัง รองลงมา คือ ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหัว ซึ่งเชื่อว่า เป็นอาการที่เกี่ยวเนื่องกับเจ้าโรคออฟฟิศซินโดรมนี่หล่ะ มนุษย์ทำงานวัย 16-24 ปี ตกเป็นกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคนี้มากถึง 55% โดยเฉพาะสาวออฟฟิตทั้งหลาย เสี่ยงกว่าผู้ชายด้วย แถมไม่น่าเชื่อว่า เจ้าโรคนี้จะทำให้เกิดอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศตามมาอีกด้วย

อาการปวดร้าวไปตามแขน ขา หลายครั้งพบว่า เกิดจากปัญหาของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะปัญหา การหดเกร็งของกล้ามเนื้อแบบ Office Syndrome ซึ่งเป็นโรคของคนเมือง ที่ทำงานออฟฟิศขะมักเขม้น ไม่ได้ออกกำลังกาย คุณภาพชีวิตไม่ดี พักผ่อนน้อย อาการปวดที่เกิดจากกล้ามเนื้อนี้ อาจจะรุนแรงน้อย หรือทรมานมาก

ยาแก้ปวดก็ไม่สามารถทำให้หายขาดได้ เนื่องจากการปวดจากกล้ามเนื้อหดเกร็งตัวนี้ มีอาการคล้ายกับกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท  หรืออาจพบทั้งสองโรคพร้อมกัน เนื่องจากปัญหาของกล้ามเนื้อ และกระดูกสันหลังนั้น มีความสัมพันธ์กัน

โรคกระดูกสันหลัง ที่สามารถกดทับเส้นประสาท ที่พบบ่อยในคนทำงาน และมักจะถูกวินิจฉัยบ่อย ๆได้แก่ โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้น (HNP) ช่องกระดูกเสื่อมตีบทับเส้นประสาท (Spinal Stenosis) กระดูกเสื่อมทับไขสันหลังส่วนคอ (CSM) หมอนรองกระดูกเอวเสื่อม (DDD) กระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนทับเส้น เป็นต้น

ที่สำคัญ ความผิดปกติอย่างหนึ่งของผู้มีกระดูกสันหลังเบียดทับเส้นประสาท ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย นอกจากปัญหา ปวดคอ  ปวดหลังแล้ว สิ่งที่คนมักมองข้ามไป คือ ปัญหาเรื่องการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ทั้งหญิง และชาย โดยอาจเกิดขึ้นจาก ความเจ็บปวดของเส้นประสาท ทำให้ลดความรู้สึกลง หรือ ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ เนื่องจากการกดทับเส้นประสาท

ผู้ป่วยมักจะมีอาการหย่อนสมรรถนะทางเพศแบบแฝงอยู่ได้ทั้ง ไม่มีอารมณ์ นกเขาไม่ขัน หลั่งเร็ว หรือช้าผิดปกติ และอื่น ๆ อีก สาเหตุ เพราะกระดูกสันหลัง เป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทต่าง ๆ มากมาย เลี้ยงการทำงานของแขน ขา และ อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย รวมทั้งควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ความรู้สึกต่าง ๆ ในร่างกายด้วย  ดังนั้น ในกรณีที่มีการทำลายของการทำงานระบบไขสันหลัง หรือ การรบกวนการทำงานของ ไขสันหลัง จึงส่งผลทำให้เกิดการอ่อนแรงของแขนขา หรือแม้แต่การหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ แถมทางแก้นั้น นอกจากจะรักษาปัญหากระดูกสันหลังแล้ว ยังช่วยให้ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศดีขึ้นอีกด้วย

การแก้ไขมีทั้งการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ในกรณีของออฟฟิศซินโดรม แต่สำหรับการรักษาอาการเจ็บป่วยจากโรคทางกระดูกสันหลังนั้น ยังสามารถรักษาได้โดย “การผ่าตัด”  อาทิ ผ่าหมอนรองกระดูกแบบแผลเล็ก (Microdiscectomy) ผ่าตัดขยายช่องทางออกของเส้นประสาท (Laminectomy) การผ่าตัดเชื่อมข้อที่คอด้านหน้า (Cervical Fusion) เป็นต้น  แนวทางการผ่าตัดนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพยาธิสภาพของผู้ป่วยแต่ละรายด้วย

จากการศึกษาจากต่างประเทศ พบว่า ภายหลังจากผู้ป่วยกลุ่มนี้ ได้รับการผ่าตัดแก้ไข ภาวะการกดทับไขสันหลังส่วนคอ (Cervical cord decompression) ไป ผู้ป่วยทั้งหมดนอกจากจะดีขึ้นจากอาการอ่อนแรงของแขน หรือ ขา แล้ว  ยังมีผลพลอยได้ ทำให้ปัญหาการมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Sexual dysfunction) ดีขึ้นได้  โดยเฉลี่ยแล้ว ทำให้ดีขึ้นได้มากกว่าสองเท่าจากเดิม ผลลัพธ์นี้นับว่า เป็นของแถมที่ได้จากการผ่าตัดแก้ไขภาวะกระดูกสันหลังทับ เส้นประสาทอีกประการหนึ่งที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง

แต่ถ้าเกิดสงสัยว่า ตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือเปล่า ก็สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะสายเกินแก้ หรือถ้าจะให้ดีที่สุด ควรหันมาใส่ใจ และป้องกันกันดีกว่า เรียกว่า กันไว้ดีกว่าแก้ยังใช้ได้ดีเลยหล่ะ   อย่างเช่น จัดข้าวของบนโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ  ย้ายข้าวของรก ๆ มาวางทางซ้ายมือซะ ให้ทางขวาปล่อยโล่ง เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหว หยิบจับสิ่งของ โต๊ะทำงานควรมีระดับพอดีกับข้อศอก จะได้กดคีย์บอร์ดถนัด ๆ ตัวคีย์บอร์ดควรมีแป้นรองข้อมือ เก้าอี้นั่งควรเป็นแบบที่ปรับขึ้นลงได้ และมีพนักพิงรองรับศีรษะ จอคอมพิวเตอร์ควรเลือกใช้แบบจอแบน LCD มากกว่าจอแก้ว CRT เพราะ จอลักษณะโค้งมน จะทำให้ต้องเพ่งสายตามากกว่าจอแบน

ที่สำคัญ คือ ปรับนิสัยตัวเอง ถ้ารู้ตัวว่านั่งหลังค่อมก็ต้องนั่งหลังตรง หมั่นหยุดพักสายตา ลุกไปยืดเส้นยืดสายทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง เพื่อลดอาการ ตาแห้ง น้ำตาไหล เคืองตา ตามัว ปรับภาพได้ช้าลง ซึ่งเกิดจากการนั่งจ้องคอมเป็นเวลานาน ๆ ทำให้กระพริบตาน้อย ประกอบกับสภาพอากาศในห้องแอร์แห้ง ๆ ส่งผลให้น้ำตาระเหยมาก ทำให้เคืองตา ตาแห้ง ยิ่งนั้งจ้องข้อมูลบนจอเป็นพรืด ยิ่งทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก ควรหยุดพักสายตาเป็นระยะทุก ๆ 20 นาที หรือลุกออกไปเดินเล่นทุก 1 ชั่วโมง และควรจัดจอคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตา 15 องศา เพื่อลดอาการปวดตา ปวดคอ ควรปรับแสงสว่างคอมพิวเตอร์ให้มากประมาณ 3 เท่าของความสว่างของสภาพแวดล้อม

ที่มาโดย
สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ

Wednesday, February 17, 2010

โรคกลัวอ้วน (Anorexia Nervosa)

โรคกลัวอ้วน (Anorexia Nervosa) เป็นภาวะที่บุคคลปฏิเสธ ที่จะรับประทานอาหาร เพื่อคงน้ำหนักไว้ในระดับปกติ โดยมีทัศนคติที่ผิดต่อรูปร่า งและน้ำหนักตัวผิดปกติ  คนที่เป็นโรคนี้ จะเป็นคนที่กลัวอ้วน กลัวเอามาก ๆ เห็นน้ำหนักตัวเองเป็นศัตรู ปฏิเสธอาหารอย่างมากจนผ่ายผอม ในสังคมปัจจุบันสนใจน้ำหนักตัว ไม่ต้องการอ้วน ไม่ต้องการหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน คาดว่ามีผู้ป่วยโรคกลัวอ้วนเสียจนผอมเกินไป ราวร้อยละ 0.5-1.8 ของประชากร มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นราว 5-10 รายต่อประชากร 1 แสนคน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า ในผู้ป่วยทั้งหมดจะเป็นผู้ชาย ไม่เกินร้อยละ 5-10 อาการของโรค มักเริ่มตอนวัยรุ่น โดยเฉลี่ยจะเริ่มเป็นเมื่ออายุ 17 ปี มีบ้างที่เป็นตอนเรียนมัธยมต้น หรือตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พบมากในประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศที่เจริญแล้ว ประเทศด้อยพัฒนาจะพบน้อยกว่า

สาเหตุ
  1. ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
  2. เชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม
  3. ผู้ป่วยมักเป็นวัยรุ่นที่เป็น "เด็กดี" "เด็กตัวอย่าง" ของครอบครัว มีบุคลิกภาพที่สมบูรณ์แบบ ย้ำคิดย้ำทำ ขาดทักษะในการใช้ชีวิตในสังคม มีความเป็นตัวของตัวเอง มีปัญหาความขัดแย้งในจิตใจเรื่องความเป็นตัวของตัวเอง รู้สึกไม่มีค่า มักทำตามความคาดหวังของผู้อื่นเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับ
  4. เกิดจากการมองภาพตนเองบิดเบือน มองเห็นสัดส่วนร่างกายอ้วนไป ทั้งๆที่ไม่ได้อ้วน มักปฏิเสธว่าไม่หิว ไม่ป่วย บอกว่าสบายดี มักแยกแยะความหิวไม่ได้
  5. บางรายพบปัจจัยที่เกี่ยวกับครอบครัว ถูกเลี้ยงดูแบบใกล้ชิดหรือปกป้องมากเกินไป
  6. ปัจจัยทางสังคมที่สำคัญ ได้แก่ ค่านิยมยึดติดอยู่กับความผอมบาง ต้องการสวย เชื่อว่าผู้หญิงผอม คือ แฟชั่น คิดว่าคนอ้วนเป็นคนที่ดูแลตนเองไม่ดี หรือคิดว่า คุณค่าวัยรุ่นขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตาที่น่ารักหรือหุ่นดี
  7. การที่วัยรุ่นมีวิกฤติของชีวิต เช่น ความต้องการเป็นตัวของตัวเอง ค่านิยม สัมพันธภาพกับผู้อื่น บางครั้งอาจเกิดความขัดแย้งกับบิดามารดา โดยเฉพาะการมีสัมพันธภาพกับเพื่อนต่างเพศ
ปัจจัยเสี่ยงของโรค
  1. การเลี้ยงดูของพ่อแม่
  2. ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
  3. ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์
  4. โรคทางอารมณ์ ซึมเศร้า บุคคลิกภาพผิดปกติ ติดสารเสพติด
  5. นักร้อง นักแสดง นางแบบ นักเต้นบัลเลต์ ยิมนาสติก
  6. ในผู้ชายพบบ่อยในพวกเกย์และนักวิ่งมาราธอน
อาการ
  1. ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียน หรือนักศึกษาสาวที่ขยันเรียน มีความรับผิดชอบสูง ผลการเรียนดี เป็นคนค่อนข้าง "สมบูรณ์แบบ" บิดามารดามักประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานสูง ผู้ป่วยมักไม่ชอบงานสังคมสังสรรค์นัก
  2. ผู้ป่วยส่วนใหญ่ จะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานราว 15% เช่น ควรหนัก 60 กิโลกรัม ก็หนักเพียง 50 กก. หรือควรหนัก 50 กก. ก็เหลือแค่ 42 กก. หรือน้อยกว่า เป็นต้น
  3. โรคนี้ถือเป็นความผิดปกติทางจิตใจชนิดหนึ่ง โดยมีความเชื่อผิดเกี่ยวกับน้ำหนักและรูปร่างตัวเอง บางคนยังเชื่อว่า น้ำหนักมากเกินไปทั้ง ๆ ที่ความจริงอยู่ในขั้นผอมแห้ง บางคนเชื่อว่าอวัยวะบางส่วนของตัวอ้วนไป ความคิดเต็มไปด้วยเรื่องเกี่ยวกับอาหาร น้ำหนักตัว และการควบคุมอาหาร ในที่สุดเมื่อสนใจแต่เรื่องพวกนี้ ก็จะไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น ทำให้การเรียน การทำงาน และมนุษยสัมพันธ์แย่ลง
  4. ผู้ป่วยจะกลัวมาก ๆ เกี่ยวกับการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น และที่แปลก คือ เมื่อยิ่งผอม น้ำหนักลด กลับยิ่งกลัวมากขึ้นไปอีก ความกลัวน้ำหนักเพิ่มนั้น มากเสียยิ่งกว่ากลัวตายจากการปฏิเสธอาหาร แทนที่จะรู้สึกผ่อนคลายหรือเบาใจ เมื่อน้ำหนักลดลงได้เขากลับกลัวมากขึ้นไปอีก
  5. จะพบอาการไม่มีประจำเดือนได้บ่อยในผู้ป่วยโรคนี้ สาเหตุเกิดจากความเครียดอย่างรุนแรงจากการอดอาหาร ทำให้ฮอร์โมนของสมองที่ควบคุมการมีประจำเดือนลดลง การอดอาหารยังไปกดการหลั่งของฮอร์โมนเพศ ทำให้ขาดความสนใจทางเพศ การพัฒนาทางเพศจะล่าช้าในผู้ป่วยพวกนี้ สาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัย เช่น ผู้ป่วยมักแยกตัวจากสังคม เพราะขาดความเชื่อมั่น นับถือตัวเอง และกลัวว่าเมื่อเข้าสังคมแล้ว จะดำเนินชีวิตอย่างที่ทำอยู่ไม่ได้
  6. ผู้ป่วยมักมีความประพฤติแบบย้ำคิด-ย้ำทำ ร่วมด้วย ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยพิธีรีตอง ส่วนตัวอาจ นับเมล็ดข้าวที่รับประทาน คำนวณพลังงานที่ได้จากอาหาร ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วนของร่างกาย ผู้ป่วยโรคนี้จะปฏิเสธความเจ็บป่วยของตัวเอง ไม่ยอมรับว่าป่วย ทำให้รักษาลำบาก คิดว่าความคิดตนเองถูกต้อง ส่วนคนอื่นต่างหากที่เพี้ยนไป
อาการเตือนของโรค
  1. ตั้งใจอดอาหารด้วยตัวเอง และน้ำหนักลดลง
  2. กลัวการเพิ่มน้ำหนักตัว หลังรับประทานอาหารหรือชั่งน้ำหนักตัว พบการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์
  3. ปฏิเสธการรับประทานอาหาร
  4. ปฏิเสธความหิว กลัวอ้วนอย่างที่ควบคุมไม่ได้
  5. ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ชั่งน้ำหนักตัวบ่อยเกินปกติ
  6. มีขนอ่อนมากขึ้นตามตัวแขนขา หรือใบหน้า
  7. ขี้หนาว
  8. ประจำเดือนไม่มาหรือไม่สม่ำเสมอ
  9. ผมบางลง
  10. มีความรู้สึกว่าตัวเองอ้วนทั้งๆ ที่ความเป็นจริงผอมมาก มีความกังวลเรื่องรูปร่างมากเกินปกติ

พฤติกรรมของผู้ป่วย มีได้ 2 แบบ
  1. แบบจำกัด (Restricting Type) หมายถึง จะรับประทานอาหารน้อย และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพลังงานสูง พวกนี้มักจะออกกำลังกายมากและหนัก ในช่วงที่มีอาการ ไม่ได้มีการรับประทานครั้งละมาก ๆ หรือมีการขับอาหารจากร่างกาย เช่น ทำให้ตนเองอาเจียน หรือใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือยาสวนถ่ายอย่างพร่ำเพรื่อ หรือเป็นประจำ
  2. แบบกินมาก/ออกมาก (Binge-Eating/Purging Type) หมายถึง เมื่อรับประทานอาหารแล้วใช้วิธีทำให้ตัวเองอาเจียน ใช้ยาถ่าย ยาขับปัสสาวะ หรือสวนอุจจาระ ในช่วงที่มีอาการ จะมีการรับประทานครั้งละมาก ๆ หรือมีการขับอาหารจากร่างกาย เช่น ทำให้ตนเองอาเจียน หรือใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือยาสวนถ่าย
เกณฑ์การวินิจฉัยโรค
  1. น้ำหนักตัวต่ำกว่าร้อยละ 85 ของน้ำหนักตัวปกติตามอายุและส่วนสูง
  2. กลัวอ้วนอย่างมาก กลัวการที่น้ำหนักขึ้น แม้ว่าตนเองจะมีน้ำหนักตัวน้อย
  3. การรับรู้น้ำหนักตัว หรือรูปร่างของตนผิดปกติ พบปัญหาในการประเมินตนเอง ขึ้นอยู่กับเรื่องน้ำหนักตัว หรือรูปร่างอย่างมาก หรือปฏิเสธปัญหาน้ำหนักตัวที่ต่ำอยู่ในขณะนั้น
  4. ภาวะขาดประจำเดือนในหญิงที่เริ่มมีประจำเดือนแล้ว ไม่มีประจำเดือนติดต่อกัน 3 รอบ
การวินิจฉัยแยกโรค
  1. โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น มะเร็ง
  2. โรคเบาหวาน ภาวะไฮเปอร์ไทรอยด์
  3. โรคระบบทางเดินอาหาร ความผิดปกติของการดูดซึมสารอาหาร
  4. โรคเอดส์
  5. โรคทางจิตเวช เช่น จิตเภท ซึมเศร้า
โรคแทรกซ้อน
  1. โรคแทรกซ้อนส่วนใหญ่ เกิดจากผลของการอดอาหาร เป็นความพยายามของร่างกาย ที่จะอนุรักษ์พลังงานไว้ใช้ในภาวะที่ขาดแคลน
  2. ผู้ป่วยที่ใช้วิธีอาเจียน ถ่ายท้อง หรือขับปัสสาวะจะสูญเสียธาตุโปตัสเซียม เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะและกล้ามเนื้อเกร็งได้
  3. โรคแทรกทางหัวใจ เป็นสาเหตุการเสียชีวิต ที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคนี้ อาจหัวใจเต้นช้าแค่ 40 ครั้งต่อนาที
  4. อาเจียนบ่อย ๆ ทำให้เคลือบฟันสึกกร่อน และต่อมน้ำลายบวมคล้ายเป็นคางทูม กล้ามเนื้อกระเพาะ และลำไส้ จะลีบและอ่อนลงจาการที่ใช้งานน้อย ทำให้อาหารคงอยู่ในและท้องผูก
  5. ผิวหนังจะแห้ง ผมบนศีรษะบางลง มีขนอ่อนตามลำตัวและแขนขามากขึ้น
  6. อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง กระดูกบางลง กระดูกหักง่าย
  7. ไตทำงานผิดปกติ อาจเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง
  8. เม็ดโลหิตและเกร็ดเลือดลดน้อยลง
การรักษา
  1. ประเมินว่าผู้ป่วยมีโรคอื่นร่วมด้วยหรือไม่ และมีโรคแทรกซ้อนอะไรบ้าง
  2. เป้าหมายเบื้องต้นในการรักษาคือ ป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการอดอาหาร ผู้ป่วยและครอบครัว จะได้รับคำแนะนำและอธิบายถึงแผนการรักษา
  3. นักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ ล้วนมีความสำคัญในการร่วมทีมรักษา เริ่มแรกต้องค่อยๆ เพิ่มอาหาร เพื่อป้องกันกระเพาะขยายตัว ป้องกันการบวมและหัวใจล้มเหลว
  4. บางกรณีต้องรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล เช่น ผู้ป่วยที่น้ำหนักลดมากกว่าร้อยละ 30 ของน้ำหนักปกติ ผู้ป่วยที่มีความคิดฆ่าตัวตาย ผู้ป่วยที่ติดยาระบาย หรือยาขับปัสสาวะและกรณีที่รักษาแบบผู้ป่วยนอกแล้วไม่ได้ผล
  5. การรักษาในโรงพยาบาลจะใช้เวลาประมาณ 10-12 สัปดาห์ จึงจะเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ก่อนให้ผู้ป่วยกลับบ้าน ควรลองปล่อยผู้ป่วยกลับบ้านเฉพาะวันหยุดดูก่อน เพื่อปรับตัวสักระยะหนึ่ง เมื่อกลับบ้านได้แล้วยังต้องนัดกลับมาติดตามการรักษาไปอีกเป็นเดือน หรือเป็นปีทีเดียว เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
  6. เริ่มการรักษาทางจิตตั้งแต่แรก และติดตามไปเรื่อยๆ จนผู้ป่วยปกติ
  7. พฤติกรรมบำบัดมีส่วนในการรักษามาก ทั้งวิธีให้รางวัลและลงโทษ
  8. ในผู้ป่วยอายุน้อยการใช้วิธีครอบครัวบำบัดจะได้ผลดีมาก ต้องระลึกเสมอว่าโรคนี้มีผลกระทบต่อครอบครัวทั้งหมด การให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวเพื่อแก้ปัญหาในสิ่งแวดล้อมของครอบครัว จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

การดูแลและวิธีแก้ไข
  1. เสริมให้วัยรุ่นมีความเชื่อมั่นในตนเอง
  2. เสริมพลังอำนาจในตนเองให้รู้สึกว่าสามารถควบคุมเหตุการณ์ต่างๆได้
  3. เรียนรู้ที่จะเคารพตนเอง เชื่อว่าตนเองเป็นอิสระ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ครอบครัวหรือ สังคมเท่านั้น
  4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่
  5. ส่งเสริมทักษะในการใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่น


ที่มา
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

Tuesday, February 16, 2010

วิธีสังเกตุ โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง เป็นโรคที่คนส่วนใหญ่รู้ชื่อ แต่ไม่เคยรู้ว่า มะเร็งคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร???


โรคมะเร็ง เป็นโรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ร่างกาย ในระดับสารพันธุกรรมภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ผิดปกติ และมีการเพิ่มจำนวนขึ้น เกิดเป็นก้อนเนื้อร้ายตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมมากระตุ้น ได้แก่ สารก่อมะเร็ง และมลพิษที่อยู่รอบตัวเรา

 มะเร็งเกิดได้กับทุกเพศ และทุกวัย แต่ส่วนใหญ่มักเกิดในผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่มะเร็งจะเกิดขึ้น ในกลุ่มคนที่อายุน้อยลงมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

หมั่นสังเกต 7 สัญญาณเตือน
  1. มีก้อนเนื้อ ที่เกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย และก้อนโตเร็ว รวมทั้งเต้านม และถุงอัณฑะ
  2. มีเลือดออก หรือตกขาวมาก ประจำเดือนผิดปกติ
  3. กลืนอาหารลำบาก หรือรับประทานอาหารแล้วไม่ย่อย
  4. ไอรื้อรัง หรือเสียงแหบเรื้อรัง
  5. มีการขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะผิดปกติไป เช่น ปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายเป็นมูกเลือด โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน หรือ ท้องผูกสลับท้องเสีย
  6. เป็นแผลเรื้อรัง แผลเป็นวงกว้าง รักษาไม่หาย
  7. มีการเปลี่ยนแปลงของหูด ปาน หรือไฝ เช่น เปลี่ยนสี มีขนาดใหญ่ขึ้น

ดังนั้น การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ควรอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง เภสัชกร และพยาบาล ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านการให้ยาเคมีบำบัด เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูง และลดการเกิดอาการข้างเคียง จากการได้รับยาเคมีบำบัด โดยการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับศัลยแพทย์ และรังสีแพทย์ ในการวางแผนการรักษาต่อไป

“คอเลสเตอรอล” ไขมันแห่งชีวิต




คอเลสเตอรอล คือ ไขมันประเภทหนึ่ง มีลักษณะกึ่งแข็ง กึ่งเหลว พบได้ในเซลล์ของอวัยวะทั่วไปในร่างกาย จินตนาการง่าย ๆ ว่าส่วนประกอบที่เป็นของเหลวในตัวเรา ล้วนมีคอเลสเตอรอลแทรกซึม เป็นเจ้าถิ่นอยู่ทุกอณู ไม่เว้นแม้แต่ส่วนสำคัญที่สุดอย่าง ก้อนไขมันทรงประสิทธิภาพที่เรียกว่า สมอง

คอเลสเตอรอลมีบทบาทสำคัญหลายประการ อย่างที่เราคาดไม่ถึง ทั้งเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ช่วยในการส่งผ่านสารละลายต่างๆ เข้าออกเซลล์ หรือรับส่งสัญญาณมาสู่เซลล์ และยังเป็นสารตั้งต้นการสร้างน้ำดี สำหรับย่อยไขมันที่เรากินเข้าไป รวมทั้ง มีส่วนสำคัญในการผลิตสารจำพวกสเตียรอยด์ฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนที่ไปควบคุมระบบเกลือแร่ และการทำงานของไต เป็นต้น
ถ้าคุณคิดว่าคอเลสเตอรอลส่วนใหญ่มาจากอาหารแล้วล่ะก็ เปลี่ยนความคิดใหม่ได้เลย เพราะส่วนใหญ่แล้ว ตับของคุณสร้างคอเลสเตอรอลขึ้นมาเอง และเพราะคอเลสเตอรอลเป็นไขมันชนิดไม่ละลายในน้ำ ก่อนร่างกายนำไปใช้ จึงต้องมีการรวมตัวเข้ากับโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อ อะโพโปรตีน (apoprotein) เพื่อเปลี่ยนรูปเป็นไลโพโปรตีน (lipoprotein) หน้าตาคล้ายไข่แดงที่ถูกหุ้มด้วยไข่ขาว หลังเสร็จสิ้นการเปลี่ยนรูปร่าง คอเลสเตอรอลในรูปแบบไลโพโปรตีน จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางกระแสเลือด  เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

คอเลสเตอรอลหายไปไหน

คอเลสเตอรอลส่วนหนึ่ง จะถูกนำไปสร้างเป็นน้ำดี หรือน้ำย่อย และอีกส่วนนำไปสร้างไลโพโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อ วีแอลดีแอล (VLDL: Very Low-Density Lipoprotein) ซึ่งประกอบไปด้วย ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์เป็นส่วนใหญ่ มีคอเลสเตอรอลอยู่เล็กน้อย พร้อมโปรตีนที่ช่วยให้มันละลายอยู่ในเลือดได้ ระหว่างทางที่วีแอลดีแอลเดินทางในเส้นเลือด จะมีเอนไซม์ ที่ย่อยเอาไตรกลีเซอร์ไรด์ไปใช้ ซึ่งไตรกลีเซอร์ไรด์นี้ ให้พลังงานมากกว่าคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนถึง 2 เท่า ช่วยในการสร้างน้ำนม เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของกล้ามเนื้อ และหัวใจ

ไตรกลีเซอร์ไรด์ที่ใช้ไม่หมด จะถูกนำไปเก็บไว้ในไขมัน เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำรอง เมื่อไตรกลีเซอร์ไรด์ถูกดึงออกไปจากวีแอลดีแอลหมดแล้ว จะเหลือเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่สุด ในชื่อ แอลดีแอล (LDL: Low-Density Lipoprotein) หรือคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี แต่ยังมีประโยชน์ คือ เมื่อผ่านไปถึงอวัยวะไหน ก็จะถูกดึงคอเลสเตอรอลไปใช้งานได้ทันที เมื่อวนครบทุกส่วนแล้ว หากแอลดีแอลยังถูกใช้ไม่หมด ก็จะถูกลำเลียงเข้าสถานีสุดท้าย คือ ตับ ซึ่งตับก็จะนำแอลดีแอลที่เหลือนี้ ไปสร้างเป็นวีแอลดีแอลอีกครั้ง เป็นวัฏจักรอย่างนี้เรื่อยไป

แอลดีแอล VS เอชดีแอล กำเนิดไขมันตัวร้าย ตัวดี
จริง ๆ แล้วทั้งแอลดีแอล และเอชดีแอลมีที่มาเหมือนกัน คือ เป็นคอเลสเตอรอลในรูปไลโพโปรตีน แต่แตกต่างกันที่น้ำหนักของโมเลกุล มวลที่มีโมเลกุลคอเลสเตอรอลมากกว่า เรียกว่า แอลดีแอล หรือไขมันตัวร้าย ที่แม้จะมีข้อดีอยู่บ้าง แต่ข้อร้ายที่ปรากฎ คือ นำไขมันและไตรกลีเซอร์ไรด์ออกจากตับ ไปสะสมไว้ตามหลอดเลือด สร้างปัญหาให้แก่หลอดเลือด

คนที่กินอาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน และคอเลสเตอรอล เมื่อรวมกับที่ร่างกายผลิตคอเลสเตอรอลออกมาตามปกติ จะทำให้วัฏจักรคอเลสเตอรอลในร่างกายไม่สมดุล คือ มีมากจนเกินพอดี เหลือใช้ ตับทำลายไม่ทัน บางส่วนจึงเหลือรอด ออกไปสะสมตามผนังหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดแดงบริเวณนั้น สูญเสียการทำงาน ทั้งตีบ ตัน หรือแตก เป็นเหตุให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆ  ตามมา

ส่วนมวลที่มีโมเลกุลของคอเลสเตอรอลน้อยกว่า เรียกว่า เอชดีแอล (HDL: High density Lipoprotein) อุดมไปด้วยฟอสโฟลิพิด มีหน้าที่ทำความสะอาดหลอดเลือด เก็บคราบไขมันที่แอลดีแอลทิ้งไว้ กลับคืนมาที่ตับ แล้วขับออกทางน้ำดี ส่วนหนึ่งจะถูกไฟเบอร์ในอาหารจับ และขับออกทางอุจจาระ จะเปรียบเอชดีแอลว่า เป็นผู้พิทักษ์ความสะอาดก็คงไม่ผิดนัก

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งไขมันร้าย คอยเสริมการทำงานของแอลดีแอล นั่นคือ ไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) ที่คอยขัดขวางการทำงานของเอชดีแอล และเมื่อใดที่ร่างกายเรามีโรคอย่างความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน เจ้าไตรกลีเซอร์ไรด์ และแอลดีแอล ก็พร้อมปฏิบัติการขั้นสุดยอด ทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น จนอาจถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้

อันตรายจากไขมันร้าย แอลดีแอล

ในคนปกติที่ไม่มีความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน แม้ผลตรวจร่างกายจะบอกว่า คุณมีปริมาณแอลดีแอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ทั้งยังมีค่าเอชดีแอลที่ต่ำ ก็ไม่น่าเป็นห่วงอะไร เพราะเจ้าไขมันวายร้าย 2 ชนิดนี้ จะออกฤทธิ์วาดลวดลายได้ ก็ต่อเมื่อร่างกายเรามีอาการของโรคสองชนิดข้างต้นเท่านั้น ถ้าเรายังแข็งแรงดีวายร้ายก็จะไม่มีพิษสงอะไรเลย แต่ถ้าคุณมีอาการของโรคใดโรคหนึ่ง หรือทั้งสองโรค กอปรกับอายุที่มากขึ้น แอลดีแอลก็จะได้ใจ พร้อมทำร้ายอวัยวะสำคัญ ๆ อย่างหัวใจ สมอง และตับ ไต ได้อย่างน่ากลัว
  • คอเลสเตอรอลกับหัวใจ จากการวิจัยของต่างประเทศพบว่า คอเลสเตอรอลเริ่มสะสมตามหลอดเลือดหัวใจได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี และจะอันตรายยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม เป็นโรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะโรคทางพันธุกรรม ที่ทำให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลมากกว่าปกติ หากพบว่า มีความเสี่ยงดังกล่าว และผลตรวจร่างกายชี้ชัดว่ามีปริมาณคอเลสเตอรอลสูง ควรรีบไปพบแพทย์
  • คอเลสเตอรอลกับสมอง เมื่อคอเลสเตอรอลเข้าไปสะสมในเส้นเลือด ที่ไปเลี้ยงสมอง ไม่ว่าจะบริเวณใดก็ตาม จะก่อให้เกิดความผิดปกติบริเวณนั้น ๆ เช่น หากเส้นเลือดบริเวณสมอง ส่วนควบคุมการทรงตัวเกิดตีบ ตัน หรือแตก ร่างกายก็สูญเสียการควบคุมการทรงตัว กลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือพาร์คินสัน หากเกิดกับเส้นเลือดสมองส่วนควบคุมการรับรู้ อาจทำให้ความจำเสื่อม เป็นอัลไซเมอร์ เป็นต้น แต่ก่อนที่อาการผิดปกติของเส้นเลือดจะส่งผลถึงสมอง มักจะเกิดขึ้นกับหัวใจก่อนเสมอ
  • คอเลสเตอรอลกับตับ และไต หากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตับ หรือไตเกิดอาการตีบ แตกหรือตัน ก็อาจทำให้ตับ หรือไตสูญเสียการทำงาน ถึงขั้นตับวาย หรือไตวายจนเสียชีวิตได้

สรุปแล้ว คอเลสเตอรอลจะทำร้ายเราได้ ก็ต่อเมื่อเราเป็นโรค หรือเสี่ยงกับโรคอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว และโดยธรรมชาติ คอเลสเตอรอลจะไปฝังตัว เป็นคราบอยู่ตามเส้นเลือดแดงหลัก ที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ การที่จะเกิดอันตรายใด ๆ หรือรุนแรงแค่ไหน จึงขึ้นอยู่กับว่าเส้นเลือดที่มีปัญหานั้น อยู่บริเวณไหน และโดนทำลายไปมากเพียงใด คำเตือนที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดว่า ถึงเวลาลดคอเลสเตอรอลหรือยัง จะอยู่ในสมุดรายงานการตรวจร่างกายประจำปีของคุณ นอกจากนี้ วิธีการป้องกันที่สุด คือ การออกกำลังกาย อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 วัน จะช่วยเพิ่มปริมาณเอชดีแอล เพื่อต่อกรกับแอลดีแอลและไตรกลีเซอร์ไรด์อย่างได้ผล

ส่วนการควบคุมอาหาร และรับประทานอาหารที่ให้แอลดีแอลต่ำ ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ยังให้ผลน้อยกว่าการออกกำลังกาย

ที่มา
นิตยสาร Health & Cuisine

โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis)

โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่ไม่ใช่โรคติดต่อ มักเริ่มพบในวัยเด็ก โดยพบประวัติภูมิแพ้ในครอบครัวได้ถึง ร้อยละ 70 เช่น ประวัติว่าพ่อแม่เป็นหืดหอบ ลมพิษ หรือน้ำมูกไหล เพราะแพ้อากาศ

โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ เป็นโรคผิวหนังอักเสบที่เป็น ๆ หาย ๆ พบบ่อยในเด็ก ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ จะมีแนวโน้มทางพันธุกรรมอยู่เป็นพื้นฐาน กล่าวคือ ผู้ป่วยมักมีประวัติเยื่อบุตาอักเสบ แพ้อากาศ ไอ จามบ่อย ๆ หรือหอบหืด โดยเฉพาะเวลาที่อากาศรอบตัวเปลี่ยนแปลง เช่น ตอนเช้ามืด คนในครอบครัวผู้ป่วย มักมีประวัติโรคภูมิแพ้ของเยื่อบุต่าง ๆ เช่น เยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้ แพ้อากาศ ไอจามบ่อย ๆ หอบหืด หรือผิวหนังอักเสบภูมิแพ้

ผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ ไม่ได้เกิดจากการแพ้อาหาร หรือสารเคมีอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เกิดจากผิวหนังของผู้ป่วยไวต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว ทั้งสภาพร้อน เย็น แห้ง ชื้น เชื้อโรค และสารเคมีที่ระคายผิวหนัง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัวเลย ก็เป็นโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เพราะความผิดปกติซ่อนเร้นอยู่ในยีนของครอบครัวผู้ป่วย โดยไม่เกิดอาการก็ได้

โรคนี้แบ่งลักษณะตามช่วงอายุได้เป็น 3 ช่วง

  1. ช่วงวัยทารก เริ่มมีอาการคัน และผื่นขึ้น ตั้งแต่อายุประมาณ 6-8 สัปดาห์ อาการคันอาจเป็นมากจนเด็กอายุถึง 2 ขวบ พบเป็นผื่นที่แก้มทั้ง 2 ข้าง หรือตามด้านนอกของแขน ขา ลำตัว ผื่นคันอาจเห่อขึ้นเมื่อเด็กฉีดวัคซีน เมื่อเด็กมีอาการผื่นคันอยู่แล้ว จึงต้องระมัดระวังในการฉีดวัคซีน หรือควรปรึกษาแพทย์เสียก่อน
  2. ช่วงวัยเด็ก ผื่นผิวหนังในช่วงวัยเด็ก มักเป็นตาม ข้อแขน ข้อพับ และขา ผื่นจะแดง คลำดูได้หนากว่าปกติ อาการคันอาจเป็นรุนแรงมาก จึงทำให้เด็กหงุดหงิดรำคาญ
  3. ช่วงวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ พบว่า โรคผิวหนังภูมิแพ้ในวัยทารก และวัยเด็กอาจหายไปเองใน 2-3 ปี แต่กลับมากำเริบอีกครั้ง ในวัยรุ่น อาจมีอาการคันอย่างมาก อาการคันมักกำเริบตอนกลางคืน ผื่นคันมักเป็นตามข้อพับ แขน ขา ใบหน้า หัวไหล่ และด้านบน

อาการและลักษณะของผื่นแพ้

  1. ผื่นผิวหนังอักเสบในโรคนี้ อาการคันมาก ลักษณะเป็นผื่นแดง หรือมีตุ่มแดงนูน ตุ่มน้ำใส ซึ่งเมื่อแตกออกเป็นน้ำเหลืองไหลเยิ้มแล้วกลายเป็นสะเก็ดแข็ง ถ้าผื่นนี้เป็นมานาน เข้าสู่ระยะเรื้อรัง จะพบเป็นแผ่นหนาแข็ง มีขุย ตำแหน่งที่พบผื่นแตกต่างกันได้ตามวัยของผู้ป่วยในเด็กเล็ก ช่วงขวบปีแรก ผื่นผิวหนังอักเสบ จะพบมากบริเวณใบหน้า ศีรษะ เด็กมักจะเอาแก้ม หรือศีรษะถูกไถกับหมอน ผ้า ที่นอน เพราะผื่นคันมาก
  2. ในเด็กวัยเรียน และผู้ใหญ่ ผื่นผิวหนังอักเสบ พบมากในบริเวณ ข้อพับแขน ข้อพับขา คอ ใบหน้า และผิวหนังตำแหน่ง ที่มีการเสียดสี แต่ในรายที่เป็นมาก ๆ ผื่นเกิดทั่วร่างกายได้
  3. โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง เป็นโรคที่มีผิวหนังอักเสบเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ในเด็กทารกมักเป็นผื่นคันที่แก้ม รอบปาก หนังศีรษะ ซอกคอ เด็กที่โตขึ้นจะมีผื่นตามข้อพับ แขนขา หรือบริเวณที่มีการเสียดสีบ่อย ๆ เช่น ข้อศอก เข่า อาการที่สำคัญคือ “คันมาก” ผื่นจะกำเริบมากขึ้น เมื่อผิวแห้ง หรือมีเหงื่อออกมาก ยุงกัด อาการคันทำให้ผู้ป่วยเกา ส่งเสริมให้ผื่นลามกว้างขึ้น และอาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อนด้วย

ปัจจัยที่ทำให้ผื่นกำเริบมากขึ้น
  1. สภาวะแวดล้อม เช่น สภาวะที่มีละอองเกสร ขนสัตว์ ไรฝุ่น สิ่งเหล่านี้ทำให้ผื่นมีอาการคันมากขึ้น
  2. เชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา อาจแทรกซ้อน ทำให้เกิดการติดเชื้อบนผิวหนังของผู้ป่วย ผิวหนังที่อักเสบอยู่เดิม จะกำเริบมากขึ้น  กรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อแทรกซ้อน ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย
  3. ฤดูกาล ผื่นผิวหนังอักเสบ มักมีอาการมากขึ้น ในช่วงฤดูหนาว เพราะความชื้นในอากาศต่ำ อากาศแห้ง เย็น ทำให้ผิวหนังผู้ป่วยคันและเป็นผื่น ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการมากขึ้นในช่วงฤดูร้อน เพราะอากาศที่ร้อน ทำให้เหงื่อออกมาก เกิดอาการคัน และเกิดผื่นเช่นเดียวกับในฤดูหนาว
  4. เสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่ม และเครื่องประดับที่มีขน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าที่ทำจากขนสัตว์ จะทำให้เกิดการคันเพิ่มเติม
  5. สบู่ ครีม โลชั่น และผงซักฟอกที่ใช้เป็นประจำ สารเคมีเหล่านี้มีฤทธิ์ละลายไขมัน หรือ/และอาจมีส่วนประกอบ ที่ก่ออาการระคายเคืองแก่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคัน และเป็นผื่นผิวหนังอักเสบได้ง่าย
  6. อาหาร ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ 10 พบว่า อาหารบางชนิดเป็นตัวกระตุ้นให้ผื่นแย่ลง มักพบในผู้ป่วยเด็ก เช่น นม ไข่ ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์บางประเภท
  7. จิตใจที่วิตกกังวล ความเครียดก็สามารถทำให้โรคกำเริบได้
การวินิจฉัย
  1. การวินิจฉัยโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ อาศัยประวัติที่ผู้ป่วยมีอาการคันตามตัว เป็นผื่นผิวหนังอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณข้อพับต่าง ๆ
  2. การทดสอบว่าผู้ป่วยแพ้อะไร เช่น การสะกิดฉีด หรือแปะยา ทดสอบใต้ผิวหนัง หรือใช้วิธีการเจาะเลือดตรวจว่าผู้ป่วยแพ้อะไร  ช่วยในการวินิจฉัยหาสาเหตุของการแพ้ สารก่อภูมิแพ้ ที่พบบ่อยว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดผื่นผิวหนังอักเสบมีหลายชนิด
  3. ผู้ป่วยและญาติควรสังเกตตัวเองว่า เมื่อสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมชนิดใดแล้ว ทำให้ผิวหนังอักเสบเห่อขึ้น ก็ควรหลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมเหล่านั้น
การรักษา
  1. หลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้โรคกำเริบมากขึ้น เช่น ไม่อยู่ในห้องปรับอากาศที่เย็นจัด ไม่อาบน้ำที่มีอุณหภูมิเย็น หรือร้อนจัด และควรหลีกเลี่ยงภาวะ ที่ทำให้เหงื่อออกมาก
  2. รับประทานยาต้านฮิสตามีน ลดอาการคัด เมื่อมีอาการคันควรรับประทานยาต้านฮิสตามีน วันละ 2-3 ครั้งติดต่อ เว้น 5-7 วัน เพื่อลดอาการคัน เพราะอาการคัด ทำให้ผู้ป่วยต้องแกะเกาผิวหนัง ผื่นผิวหนังที่อักเสบจะกำเริบขึ้นได้ ยากลุ่มนี้ ได้แก่ คลอเฟนนิลามีน สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ข้อที่ควรระวัง คือ ยานี้มีผลข้างเคียงคือ อาการง่วงนอน
  3. ยาทากลุ่มสเตรียรอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบของผื่นผิวหนัง ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะโรคกลุ่มนี้ต้องใช้ยานาน อาจมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ถ้าใช้ยาไม่ถูกต้อง
  4. กรณีที่มีตุ่มหนองเกิดแทรกซ้อนบนตุ่ม หรือผื่นแดง แสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ควรปรึกษาแพทย์ เพราะผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

วิธีทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น
  1. ไม่ควรอาบน้ำอุ่นจัด หรืออาบน้ำบ่อยเกินไป
  2. ไม่ควรฟอกสบู่บ่อย ๆ โดยเข้าใจผิดคิดว่า อาการคัน เกิดจากความสกปรกของผิวหนัง การถูสบู่มาก ๆ ทำให้ผิวระคาย และแห้ง  กลับทำให้เป็นผื่นมากขึ้นอีก สบู่ที่เลือกใช้ ไม่ควรเป็นกรดหรือด่างจนเกินไป ไม่มีสี หรือน้ำหอมเจือปน
  3. ใช้สารเคลือบผิว (Emollients) ผสมน้ำแช่อาบ หรือ ทาผิวหนังทันทีหลังอาบน้ำ และใช้ครีม Moisturizer หรือ โลชั่นทาเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวหนังบ่อย ๆ

วิธีลดอาการคัน
  1. การลดอาการคัน เพื่อลดการเกา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีผื่นลุกลามขึ้น
  2. อย่าใช้เสื้อผ้าที่ระคายง่าย อับร้อน ควรใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ และควรซักล้างผงซักฟอก และน้ำยาปรับผ้านุ่มออกให้หมด
  3. ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมอากาศที่สบาย ไม่ร้อน หรือหนาวจนเกินไป
  4. ไม่ควรใช้น้ำหอม สเปรย์ และหลีกเลี่ยงขนสัตว์ ฝุ่น ควันบุหรี่
  5. อย่าออกกำลังกายมาก ขณะที่มีผื่นกำเริบ เพราะจะทำให้เหงื่อออกมาก และคัน
  6. ลดการเกา โดยตัดเล็บให้สั้น ตะไบเล็บอย่าให้คม ในเด็กเล็ก อาจสวมถุงมือให้เวลานอน เพื่อไม่ให้เกาเวลาหลับ

โรคภูมิแพ้ที่พบร่วมกัน
  1. กรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่า แพ้สารอะไร ควรพยายามหลีกเลี่ยงสารนั้น
  2. ถ้ามีโรคภูมิแพ้อย่างอื่นร่วมด้วย เช่น หืด โรคภูมิแพ้ทางจมูก ก็จะให้การรักษาไปพร้อม ๆ กัน
  3. การใช้ยา แพทย์อาจจะให้ยากิน เพื่อลดอาการคัน ยาทาลดอาการอักเสบของผิวหนัง หรือยาปฏิชีวนะ เพื่อรักษาโรคติดเชื้อที่แทรกซ้อน เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่อาจมีอาการเรื้อรังนานเป็นปี แต่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้
  4. หากได้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งจะหายจากโรคนี้ได้เมื่อโตขึ้น หลังอายุ 3 – 5 ปี ผู้ป่วยและพ่อแม่จึงไม่ควรจะท้อถอยหมดกำลังใจ ถ้ามีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์

แนวทางการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคผิวหนังภูมิแพ้
  1. ไม่ควรใช้สบู่มาก เพราะผิวหนังในโรคนี้แห้งมากอยู่แล้ว ถ้าจะใช้ให้ใช้สบู่อ่อน หรือสบู่ที่มีไขมันสูง ชำระล้างบริเวณที่สกปรกเท่านั้น ไม่ควรขัดฟอกแรง ๆ ไม่ควรนอนแช่ในอ่างอาบน้ำ ใช้ขันตักอาบ หรืออาบน้ำฝักบัวจะดีกว่า ไม่ควรอาบน้ำร้อนจัด การเช็ดตัวให้ใช้วิธีซับ ไม่ควรเช็ด หรือถูแรง ๆ ไม่ควรใส่เสื้อผ้าขนสัตว์ที่หนา ควรใส่เสื้อผ้าฝ้ายทอโปร่ง ๆ ให้พยายามระงับสติอารมณ์ไว้ อย่าเครียด อย่าเกาบริเวณที่คัน
  2. ไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่มีขน เช่น สุนัข และแมว ไม่มีสุนัขพันธุ์ใด ที่ไม่กระตุ้นโรคภูมิแพ้ ความเข้าใจที่ว่าโรคภูมิแพ้เกิดจากขนสุนัขนั้นผิด ที่จริงสารก่อภูมิแพ้ในสุนัขนั้น คือ โปรตีนที่อยู่ในเศษขี้ไคล น้ำลาย และฉี่ ซึ่งสุนัขทุกตัวมีโปรตีนเหล่านี้ คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ที่ต้องการเลี้ยงสุนัขจริง ๆ อาจต้องปรึกษาแพทย์ และไม่ควรให้สุนัขเข้าห้องนอน ควรอาบน้ำให้สุนัขทุกสัปดาห์ ไม่ควรใช้พรมปูพื้น เพราะทำความสะอาดยาก
  3. เก็บตุ๊กตายัดนุ่น และตุ๊กตาที่มีขนปุยออกไปให้หมด รวมถึงหมอนที่ยัดด้วยขนนก ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละออง สารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันไอเสีย สเปรย์ น้ำมัน เพราะสารเหล่านี้กระตุ้นให้ผื่นผิวหนังกำเริบได้
  4. ระวังไม่ให้เป็นหวัด หรือโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ เพราะการอักเสบติดเชื้อเหล่านี้ ทำให้ความต้านทานของผิวหนังต่ำลง และผิวหนังอักเสบกำเริบง่ายขึ้น พยายามไม่เข้าใกล้คนที่เป็นเริม เพราะผู้ป่วยที่มีผิวหนังอักเสบจากโรคผิวหนังภูมิแพ้อยู่แล้ว อาจได้รับเชื้อไวรัสเริม และเกิดการติดเชื้อเริมลุกลามได้มาผิดปกติ
  5. พยายามควบคุม และระงับสติอารมณ์ไว้ อย่ามีความเครียดมากเกินไป พบได้บ่อยว่า ผื่นผิวหนังกำเริบ เมื่อผู้ป่วยเครียด พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กก็ต้องไม่เครียด และวุ่นวายมากเกินควร พยายามอย่าเกาบริเวณที่คัน เพราะการเกาผิวหนังทำให้ผิวหนังถลอก และเกิดการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียตามมาได้
  6. ผู้ป่วยโรคนี้ และผู้ปกครองต้องเข้าใจว่า แม้ว่าโรคนี้จะก่อให้เกิดความน่ารำคาญเพียงใดก็ตาม โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต จึงควรยอมรับสภาพความเป็นจริง ที่จะมีชีวิตอยู่กับโรคนี้ให้ได้ พยายามมองในแง่ดีว่า โรคนี้ในที่สุดมักจะดีขึ้น เมื่อมีอายุมากขึ้น

ที่มา
นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ