Search This Blog

Showing posts with label ภูมิแพ้. Show all posts
Showing posts with label ภูมิแพ้. Show all posts

Tuesday, February 16, 2010

โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis)

โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่ไม่ใช่โรคติดต่อ มักเริ่มพบในวัยเด็ก โดยพบประวัติภูมิแพ้ในครอบครัวได้ถึง ร้อยละ 70 เช่น ประวัติว่าพ่อแม่เป็นหืดหอบ ลมพิษ หรือน้ำมูกไหล เพราะแพ้อากาศ

โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ เป็นโรคผิวหนังอักเสบที่เป็น ๆ หาย ๆ พบบ่อยในเด็ก ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ จะมีแนวโน้มทางพันธุกรรมอยู่เป็นพื้นฐาน กล่าวคือ ผู้ป่วยมักมีประวัติเยื่อบุตาอักเสบ แพ้อากาศ ไอ จามบ่อย ๆ หรือหอบหืด โดยเฉพาะเวลาที่อากาศรอบตัวเปลี่ยนแปลง เช่น ตอนเช้ามืด คนในครอบครัวผู้ป่วย มักมีประวัติโรคภูมิแพ้ของเยื่อบุต่าง ๆ เช่น เยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้ แพ้อากาศ ไอจามบ่อย ๆ หอบหืด หรือผิวหนังอักเสบภูมิแพ้

ผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ ไม่ได้เกิดจากการแพ้อาหาร หรือสารเคมีอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เกิดจากผิวหนังของผู้ป่วยไวต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว ทั้งสภาพร้อน เย็น แห้ง ชื้น เชื้อโรค และสารเคมีที่ระคายผิวหนัง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัวเลย ก็เป็นโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เพราะความผิดปกติซ่อนเร้นอยู่ในยีนของครอบครัวผู้ป่วย โดยไม่เกิดอาการก็ได้

โรคนี้แบ่งลักษณะตามช่วงอายุได้เป็น 3 ช่วง

  1. ช่วงวัยทารก เริ่มมีอาการคัน และผื่นขึ้น ตั้งแต่อายุประมาณ 6-8 สัปดาห์ อาการคันอาจเป็นมากจนเด็กอายุถึง 2 ขวบ พบเป็นผื่นที่แก้มทั้ง 2 ข้าง หรือตามด้านนอกของแขน ขา ลำตัว ผื่นคันอาจเห่อขึ้นเมื่อเด็กฉีดวัคซีน เมื่อเด็กมีอาการผื่นคันอยู่แล้ว จึงต้องระมัดระวังในการฉีดวัคซีน หรือควรปรึกษาแพทย์เสียก่อน
  2. ช่วงวัยเด็ก ผื่นผิวหนังในช่วงวัยเด็ก มักเป็นตาม ข้อแขน ข้อพับ และขา ผื่นจะแดง คลำดูได้หนากว่าปกติ อาการคันอาจเป็นรุนแรงมาก จึงทำให้เด็กหงุดหงิดรำคาญ
  3. ช่วงวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ พบว่า โรคผิวหนังภูมิแพ้ในวัยทารก และวัยเด็กอาจหายไปเองใน 2-3 ปี แต่กลับมากำเริบอีกครั้ง ในวัยรุ่น อาจมีอาการคันอย่างมาก อาการคันมักกำเริบตอนกลางคืน ผื่นคันมักเป็นตามข้อพับ แขน ขา ใบหน้า หัวไหล่ และด้านบน

อาการและลักษณะของผื่นแพ้

  1. ผื่นผิวหนังอักเสบในโรคนี้ อาการคันมาก ลักษณะเป็นผื่นแดง หรือมีตุ่มแดงนูน ตุ่มน้ำใส ซึ่งเมื่อแตกออกเป็นน้ำเหลืองไหลเยิ้มแล้วกลายเป็นสะเก็ดแข็ง ถ้าผื่นนี้เป็นมานาน เข้าสู่ระยะเรื้อรัง จะพบเป็นแผ่นหนาแข็ง มีขุย ตำแหน่งที่พบผื่นแตกต่างกันได้ตามวัยของผู้ป่วยในเด็กเล็ก ช่วงขวบปีแรก ผื่นผิวหนังอักเสบ จะพบมากบริเวณใบหน้า ศีรษะ เด็กมักจะเอาแก้ม หรือศีรษะถูกไถกับหมอน ผ้า ที่นอน เพราะผื่นคันมาก
  2. ในเด็กวัยเรียน และผู้ใหญ่ ผื่นผิวหนังอักเสบ พบมากในบริเวณ ข้อพับแขน ข้อพับขา คอ ใบหน้า และผิวหนังตำแหน่ง ที่มีการเสียดสี แต่ในรายที่เป็นมาก ๆ ผื่นเกิดทั่วร่างกายได้
  3. โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง เป็นโรคที่มีผิวหนังอักเสบเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ในเด็กทารกมักเป็นผื่นคันที่แก้ม รอบปาก หนังศีรษะ ซอกคอ เด็กที่โตขึ้นจะมีผื่นตามข้อพับ แขนขา หรือบริเวณที่มีการเสียดสีบ่อย ๆ เช่น ข้อศอก เข่า อาการที่สำคัญคือ “คันมาก” ผื่นจะกำเริบมากขึ้น เมื่อผิวแห้ง หรือมีเหงื่อออกมาก ยุงกัด อาการคันทำให้ผู้ป่วยเกา ส่งเสริมให้ผื่นลามกว้างขึ้น และอาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อนด้วย

ปัจจัยที่ทำให้ผื่นกำเริบมากขึ้น
  1. สภาวะแวดล้อม เช่น สภาวะที่มีละอองเกสร ขนสัตว์ ไรฝุ่น สิ่งเหล่านี้ทำให้ผื่นมีอาการคันมากขึ้น
  2. เชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา อาจแทรกซ้อน ทำให้เกิดการติดเชื้อบนผิวหนังของผู้ป่วย ผิวหนังที่อักเสบอยู่เดิม จะกำเริบมากขึ้น  กรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อแทรกซ้อน ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย
  3. ฤดูกาล ผื่นผิวหนังอักเสบ มักมีอาการมากขึ้น ในช่วงฤดูหนาว เพราะความชื้นในอากาศต่ำ อากาศแห้ง เย็น ทำให้ผิวหนังผู้ป่วยคันและเป็นผื่น ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการมากขึ้นในช่วงฤดูร้อน เพราะอากาศที่ร้อน ทำให้เหงื่อออกมาก เกิดอาการคัน และเกิดผื่นเช่นเดียวกับในฤดูหนาว
  4. เสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่ม และเครื่องประดับที่มีขน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าที่ทำจากขนสัตว์ จะทำให้เกิดการคันเพิ่มเติม
  5. สบู่ ครีม โลชั่น และผงซักฟอกที่ใช้เป็นประจำ สารเคมีเหล่านี้มีฤทธิ์ละลายไขมัน หรือ/และอาจมีส่วนประกอบ ที่ก่ออาการระคายเคืองแก่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคัน และเป็นผื่นผิวหนังอักเสบได้ง่าย
  6. อาหาร ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ 10 พบว่า อาหารบางชนิดเป็นตัวกระตุ้นให้ผื่นแย่ลง มักพบในผู้ป่วยเด็ก เช่น นม ไข่ ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์บางประเภท
  7. จิตใจที่วิตกกังวล ความเครียดก็สามารถทำให้โรคกำเริบได้
การวินิจฉัย
  1. การวินิจฉัยโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ อาศัยประวัติที่ผู้ป่วยมีอาการคันตามตัว เป็นผื่นผิวหนังอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณข้อพับต่าง ๆ
  2. การทดสอบว่าผู้ป่วยแพ้อะไร เช่น การสะกิดฉีด หรือแปะยา ทดสอบใต้ผิวหนัง หรือใช้วิธีการเจาะเลือดตรวจว่าผู้ป่วยแพ้อะไร  ช่วยในการวินิจฉัยหาสาเหตุของการแพ้ สารก่อภูมิแพ้ ที่พบบ่อยว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดผื่นผิวหนังอักเสบมีหลายชนิด
  3. ผู้ป่วยและญาติควรสังเกตตัวเองว่า เมื่อสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมชนิดใดแล้ว ทำให้ผิวหนังอักเสบเห่อขึ้น ก็ควรหลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมเหล่านั้น
การรักษา
  1. หลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้โรคกำเริบมากขึ้น เช่น ไม่อยู่ในห้องปรับอากาศที่เย็นจัด ไม่อาบน้ำที่มีอุณหภูมิเย็น หรือร้อนจัด และควรหลีกเลี่ยงภาวะ ที่ทำให้เหงื่อออกมาก
  2. รับประทานยาต้านฮิสตามีน ลดอาการคัด เมื่อมีอาการคันควรรับประทานยาต้านฮิสตามีน วันละ 2-3 ครั้งติดต่อ เว้น 5-7 วัน เพื่อลดอาการคัน เพราะอาการคัด ทำให้ผู้ป่วยต้องแกะเกาผิวหนัง ผื่นผิวหนังที่อักเสบจะกำเริบขึ้นได้ ยากลุ่มนี้ ได้แก่ คลอเฟนนิลามีน สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ข้อที่ควรระวัง คือ ยานี้มีผลข้างเคียงคือ อาการง่วงนอน
  3. ยาทากลุ่มสเตรียรอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบของผื่นผิวหนัง ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะโรคกลุ่มนี้ต้องใช้ยานาน อาจมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ถ้าใช้ยาไม่ถูกต้อง
  4. กรณีที่มีตุ่มหนองเกิดแทรกซ้อนบนตุ่ม หรือผื่นแดง แสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ควรปรึกษาแพทย์ เพราะผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

วิธีทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น
  1. ไม่ควรอาบน้ำอุ่นจัด หรืออาบน้ำบ่อยเกินไป
  2. ไม่ควรฟอกสบู่บ่อย ๆ โดยเข้าใจผิดคิดว่า อาการคัน เกิดจากความสกปรกของผิวหนัง การถูสบู่มาก ๆ ทำให้ผิวระคาย และแห้ง  กลับทำให้เป็นผื่นมากขึ้นอีก สบู่ที่เลือกใช้ ไม่ควรเป็นกรดหรือด่างจนเกินไป ไม่มีสี หรือน้ำหอมเจือปน
  3. ใช้สารเคลือบผิว (Emollients) ผสมน้ำแช่อาบ หรือ ทาผิวหนังทันทีหลังอาบน้ำ และใช้ครีม Moisturizer หรือ โลชั่นทาเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวหนังบ่อย ๆ

วิธีลดอาการคัน
  1. การลดอาการคัน เพื่อลดการเกา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีผื่นลุกลามขึ้น
  2. อย่าใช้เสื้อผ้าที่ระคายง่าย อับร้อน ควรใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ และควรซักล้างผงซักฟอก และน้ำยาปรับผ้านุ่มออกให้หมด
  3. ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมอากาศที่สบาย ไม่ร้อน หรือหนาวจนเกินไป
  4. ไม่ควรใช้น้ำหอม สเปรย์ และหลีกเลี่ยงขนสัตว์ ฝุ่น ควันบุหรี่
  5. อย่าออกกำลังกายมาก ขณะที่มีผื่นกำเริบ เพราะจะทำให้เหงื่อออกมาก และคัน
  6. ลดการเกา โดยตัดเล็บให้สั้น ตะไบเล็บอย่าให้คม ในเด็กเล็ก อาจสวมถุงมือให้เวลานอน เพื่อไม่ให้เกาเวลาหลับ

โรคภูมิแพ้ที่พบร่วมกัน
  1. กรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่า แพ้สารอะไร ควรพยายามหลีกเลี่ยงสารนั้น
  2. ถ้ามีโรคภูมิแพ้อย่างอื่นร่วมด้วย เช่น หืด โรคภูมิแพ้ทางจมูก ก็จะให้การรักษาไปพร้อม ๆ กัน
  3. การใช้ยา แพทย์อาจจะให้ยากิน เพื่อลดอาการคัน ยาทาลดอาการอักเสบของผิวหนัง หรือยาปฏิชีวนะ เพื่อรักษาโรคติดเชื้อที่แทรกซ้อน เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่อาจมีอาการเรื้อรังนานเป็นปี แต่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้
  4. หากได้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งจะหายจากโรคนี้ได้เมื่อโตขึ้น หลังอายุ 3 – 5 ปี ผู้ป่วยและพ่อแม่จึงไม่ควรจะท้อถอยหมดกำลังใจ ถ้ามีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์

แนวทางการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคผิวหนังภูมิแพ้
  1. ไม่ควรใช้สบู่มาก เพราะผิวหนังในโรคนี้แห้งมากอยู่แล้ว ถ้าจะใช้ให้ใช้สบู่อ่อน หรือสบู่ที่มีไขมันสูง ชำระล้างบริเวณที่สกปรกเท่านั้น ไม่ควรขัดฟอกแรง ๆ ไม่ควรนอนแช่ในอ่างอาบน้ำ ใช้ขันตักอาบ หรืออาบน้ำฝักบัวจะดีกว่า ไม่ควรอาบน้ำร้อนจัด การเช็ดตัวให้ใช้วิธีซับ ไม่ควรเช็ด หรือถูแรง ๆ ไม่ควรใส่เสื้อผ้าขนสัตว์ที่หนา ควรใส่เสื้อผ้าฝ้ายทอโปร่ง ๆ ให้พยายามระงับสติอารมณ์ไว้ อย่าเครียด อย่าเกาบริเวณที่คัน
  2. ไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่มีขน เช่น สุนัข และแมว ไม่มีสุนัขพันธุ์ใด ที่ไม่กระตุ้นโรคภูมิแพ้ ความเข้าใจที่ว่าโรคภูมิแพ้เกิดจากขนสุนัขนั้นผิด ที่จริงสารก่อภูมิแพ้ในสุนัขนั้น คือ โปรตีนที่อยู่ในเศษขี้ไคล น้ำลาย และฉี่ ซึ่งสุนัขทุกตัวมีโปรตีนเหล่านี้ คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ที่ต้องการเลี้ยงสุนัขจริง ๆ อาจต้องปรึกษาแพทย์ และไม่ควรให้สุนัขเข้าห้องนอน ควรอาบน้ำให้สุนัขทุกสัปดาห์ ไม่ควรใช้พรมปูพื้น เพราะทำความสะอาดยาก
  3. เก็บตุ๊กตายัดนุ่น และตุ๊กตาที่มีขนปุยออกไปให้หมด รวมถึงหมอนที่ยัดด้วยขนนก ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละออง สารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันไอเสีย สเปรย์ น้ำมัน เพราะสารเหล่านี้กระตุ้นให้ผื่นผิวหนังกำเริบได้
  4. ระวังไม่ให้เป็นหวัด หรือโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ เพราะการอักเสบติดเชื้อเหล่านี้ ทำให้ความต้านทานของผิวหนังต่ำลง และผิวหนังอักเสบกำเริบง่ายขึ้น พยายามไม่เข้าใกล้คนที่เป็นเริม เพราะผู้ป่วยที่มีผิวหนังอักเสบจากโรคผิวหนังภูมิแพ้อยู่แล้ว อาจได้รับเชื้อไวรัสเริม และเกิดการติดเชื้อเริมลุกลามได้มาผิดปกติ
  5. พยายามควบคุม และระงับสติอารมณ์ไว้ อย่ามีความเครียดมากเกินไป พบได้บ่อยว่า ผื่นผิวหนังกำเริบ เมื่อผู้ป่วยเครียด พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กก็ต้องไม่เครียด และวุ่นวายมากเกินควร พยายามอย่าเกาบริเวณที่คัน เพราะการเกาผิวหนังทำให้ผิวหนังถลอก และเกิดการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียตามมาได้
  6. ผู้ป่วยโรคนี้ และผู้ปกครองต้องเข้าใจว่า แม้ว่าโรคนี้จะก่อให้เกิดความน่ารำคาญเพียงใดก็ตาม โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต จึงควรยอมรับสภาพความเป็นจริง ที่จะมีชีวิตอยู่กับโรคนี้ให้ได้ พยายามมองในแง่ดีว่า โรคนี้ในที่สุดมักจะดีขึ้น เมื่อมีอายุมากขึ้น

ที่มา
นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

Wednesday, October 28, 2009

หยุดภูมิแพ้..... แค่จัดบ้าน!

คนที่รู้สึกผิดสังเกต เมื่อต้องไปอยู่ในที่มีฝุ่นมาก ฝนตก หรือหน้าหนาวแล้วรู้สึกคัน และแสบจมูกบ่อย ๆ แสบตา เคืองตา คันคอ ไอในช่วงกลางคืน หรือตื่นตอน ตามด้วยอาการเหมือนจะเป็นหวัดคัดจมูก นั่นแสดงว่า คุณมีแนวโน้มว่าจะเป็นภูมิแพ้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเข้าแล้ว

ปัจจุบันมีคนที่เป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น สำรวจง่าย ๆ จากการถามคนรอบข้างจะพบว่า 1 ใน 10 มีอาการภูมิแพ้ บางคนแพ้ฝุ่น บางคนแพ้อากาศ แพ้อาหาร หอบหืด ซึ่งมีอาการตั้งแต่เล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงต้องรับประทานยาอยู่จนเป็นกิจวัตร

แบ่งของเป็นสัดส่วนกันฝุ่นไรเติบโต

ข้อมูลสถิติของการเกิดโรคภูมิแพ้อากาศ และหอบหืดในประเทศไทย ย้อนหลังไปในระยะ 15 ปี เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ พบว่า มีผู้ป่วยเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยมีผู้ที่ป่วยเป็นภูมิแพ้อากาศจากเดิม 13 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น 49 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโดยมากจะพบในเด็กเล็ก จนกระทั่งถึงวัยมัธยม

สำหรับหอบหืด ที่พบในเด็กเล็กเป็นส่วนมากนั้น ข้อมูลระบุว่าเพิ่มจาก 4 เปอร์เซ็นต์ เป็น 13 เปอร์เซ็นต์ โดยบางคนจะหายไปในช่วงวัยทำงาน ซึ่งภูมิคุ้มกันแข็งแรง แต่กระนั้นภูมิแพ้ก็กลับมาได้ทุกเมื่อ ถ้าหากมีสิ่งมาช่วยกระตุ้น

ตุ๊กตาขนฟู อย่าวางบนหัวนอนมากนัก รู้ไหม! มันคือตัวสะสมฝุ่น

ไม่เพียงเท่าที่ปรากฏจากสถิติเท่านั้น กลุ่มโรคภูมิแพ้เกิดได้ กับหลายระบบในร่างกาย อาการของโรคภูมิแพ้ เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่ทำงานมากเกินไป ทำให้เยื่อบุที่อวัยวะต่าง ๆ มีความไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น
  • ถ้าเป็นที่ตา เรียกว่า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้
  • ถ้าเป็นที่จมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือเรียกว่า แพ้อากาศ
  • ถ้าเป็นที่หลอดลม เรียกว่า หลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือ หอบหืด
  • ถ้าเป็นที่ผิวหนัง เรียกว่า ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้
  • ถ้าเป็นที่ระบบทางเดินอาหาร เรียกว่า แพ้อาหาร

โดยทั่วไปภูมิแพ้จะเกิดจากพันธุกรรมส่วนหนึ่ง แต่หากใครโตมา ในสภาวะที่ไม่มีมลพิษในอากาศโอกาสที่โรคจะแสดงอาการก็ไม่มี หรือน้อย แต่หากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แออัด ชื้น หรือความปรวนแปรของอากาศก็กระตุ้นให้เกิดโรคได้

สาเหตุที่ทำให้คนเมืองใหญ่ เกิดอาการภูมิแพ้มากกว่า เนื่องเพราะในเมืองมีมลพิษจากการก่อสร้าง การจราจร และฝุ่นละอองหนาแน่น และคนก็นิยมเลี้ยงสัตว์ในบ้านมากขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นตัวก่อ และกระตุ้นภูมิแพ้ได้ดี คนที่เป็นภูมิแพ้ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ชนิดใดในบ้าน

จัดบ้านต้านภูมิแพ้ได้

การจัดห้องใหม่ โละของเก่า ๆ ลงกล่องบ้าง และจัดวางตำแหน่งโน่นนิด นี่หน่อย แต่รู้ไหม? ว่านี่สามารถลดอาการภูมิแพ้ได้!!!

" การจัดตกแต่งบ้าน " โดยเฉพาะห้องนอน ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุดนั้น สำคัญต่อ สุขภาพเรามาก เนื่องจาก เป็นพื้นที่ที่เราใช้เวลาอยู่เกือบ 2 ใน 3 ของวัน ดังนั้น เราจึงจำเป็น ที่จะต้องใส่ใจการตกแต่งห้องนอน ให้มากกว่าห้องอื่น ๆ

“ พันธุกรรม " เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราลดทอนความรุนแรงจากไรฝุ่น ฝุ่นบ้าน ฝุ่นที่นอน ฝุ่นแมลงสาบ ซึ่งต้องเจอทุกวันได้ ดังนั้น บ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้องนอนจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

การจัดบ้านเริ่มต้นง่าย ๆ ที่ห้องนอน ที่ต้องให้มีของน้อยที่สุด ไม่ควรมีชั้นวางหนังสือ ของสะสม เช่น ตุ๊กตาประเภทขนฟู เพราะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นชั้นดี และหากจำเป็นจริง ๆ ควรเก็บใส่ในตู้ชนิดที่มีบานกระจก ซึ่งจะช่วยกันฝุ่น และทำความสะอาดได้ง่าย ตู้เสื้อผ้าไม่ควรตั้งในห้องนอน เนื่องจาก ฝุ่นจากเส้นใยผ้าจะก่อให้เกิดอาการแพ้ แต่หากเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่ว่ากัน

" สิ่งที่ควรจะมี ในห้องนอนของคนเป็นภูมิแพ้ " ก็คือ เตียงขาลอยไม่มีชั้น เพราะจะได้ทำความสะอาดง่าย ผ้าม่านควรเลือกแบบที่ถอดซักได้บ่อย ๆ และปัจจุบันมีผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม และหมอนกันไรฝุ่น สำหรับคนแพ้อากาศออกมาแล้ว แต่ราคาอาจจะสูง แต่ถ้าจะให้ดีควรทำความสะอาดเครื่องนอนอาทิตย์ละครั้ง และต้องหมั่นเอามาตากแดด ปัดกวาดเช็ดถูห้องให้เป็นกิจวัตร ไรฝุ่นจะได้ไม่สะสม

สำหรับจุดตั้งเตียงนั้น ควรอยู่ในตำแหน่งที่แสงแดดส่องถึง เพื่อกันความชื้น และห้ามตากผ้าในห้องนอนเด็ดขาด เพราะจะเป็นแหล่งฟูมฟักไรฝุ่นให้เติบโต หมั่นเปิดหน้าต่างรับลม รับแดดจ้าเพื่อฆ่า และลดจำนวนตัวไรในห้อง

ถ้าอยู่บ้านเรา เลี่ยงเก็บเฟอร์นิเจอร์บางอย่าง หรือชั้นหนังสือไว้ในอีกห้อง แต่หากอยู่อพาร์ตเมนต์ หรือคอนโดมิเนียม การจัดวางตำแหน่ง เป็นสิ่งที่ควรใส่ใจ การเก็บของลงกล่อง หรือตู้ที่มิดชิดได้ก็จะเป็นการดี

อย่างไรก็ตาม หากคนที่ชอบตกแต่งห้องนอน แต่จำใจจะต้องทำให้ห้องโล่งนั้น อาจจะลำบากใจพอสมควร ดังนั้น การเลือกใช้วอลล์เปเปอร์ ที่มีลวดลายติดผนัง สร้างสีสันให้ภายในห้องนอนแทน ซึ่งควรจะเลือกกระดาษมัน ที่ง่ายต่อการทำความสะอาด และหากเกิดเก่าชำรุด ก็ต้อง เปลี่ยน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นแหล่งสะสมฝุ่น

หมั่นดูดฝุ่นในห้องนอนเสมอ

ในกรณีที่แพทย์ลงความเห็นว่า คนในครอบครัวเป็นหอบหืด หรือภูมิแพ้อากาศ อย่างแรกที่สุด ที่จะต้องทำ ก็คือ เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ และหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ให้มากที่สุด

นอกจาก วิธีการกำจัดฝุ่นในบ้าน และปรับย้ายตำแหน่งของเครื่องใช้ บางอย่างแล้ว การเลือกเครื่องใช้บางอย่างสำหรับคนเป็นภูมิแพ้ด้วย มีดังนี้
  • ที่นอน ควรจะเปลี่ยนเป็น ที่นอนที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ เพราะสามารถทำความสะอาดได้ง่ายกว่าที่นอนนุ่น ถ้าจะหุ้มที่นอนด้วยพลาสติกได้ยิ่งดี หากเป็นคนขี้ร้อน ก็ต้องเลือกผ้าปูที่นอนที่มีรูน้อยที่สุด
  • ห้ามใช้หมอน ที่ทำด้วยนุ่น ขนห่าน หรือขนเป็ดโดยเด็ดขาด
  • ควรใช้เครื่องดูดฝุ่น ในห้องตามพรม พื้น และผ้าม่านในห้อง และถ้าเป็นไปได้ เอาม่าน และพรมออกจากห้องเสียให้หมด
  • เวลาทำความสะอาด ไม่ควรใช้ไม้กวาดขนไก่ปัดฝุ่น แนะนำให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแทน
  • ถ้าจำเป็นจะต้องใช้ผ้าม่าน ควรจะซักทุก 6 สัปดาห์
  • ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ชนิดใดในบ้าน
  • แม้ว่า ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ ที่ยืนยันว่า เครื่องกรองอากาศจะสามารถช่วยให้ผู้ป่วยหอบมีน้อยลงได้ แต่ก็อาจจะใช้ได้ผล ในกรณีที่แพ้ละอองเกสรของหญ้า หรือต้นไม้อื่น ๆ
  • คนในบ้านก็ไม่ควรสูบบุหรี่ และหากจำเป็น มีแขกมาเยี่ยม ก็ต้องกล้าบอกให้เขางดบุหรี่ด้วยเช่นกัน

โรคภูมิแพ้ ถือว่าเป็นโรคเรื้อรังก็จริงอยู่ แต่ถ้าหากตัวผู้ป่วย และคนรอบข้าง ให้ความใส่ใจในการดูแลสุขภาพ หาวิธีป้องกันที่ได้ผล และหากเกิดอาการแล้ว ไม่ปล่อยให้มีอาการแทรกซ้อน ภูมิแพ้ก็ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ในการดำเนินชีวิต และคงไม่ต้องถึงขั้นต้องรับประทานยาเป็นอาจิณดอก.

ที่มา
ผศ. นพ. กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล