Search This Blog

Showing posts with label ไตรกรีเซอไรด์. Show all posts
Showing posts with label ไตรกรีเซอไรด์. Show all posts

Tuesday, February 16, 2010

“คอเลสเตอรอล” ไขมันแห่งชีวิต




คอเลสเตอรอล คือ ไขมันประเภทหนึ่ง มีลักษณะกึ่งแข็ง กึ่งเหลว พบได้ในเซลล์ของอวัยวะทั่วไปในร่างกาย จินตนาการง่าย ๆ ว่าส่วนประกอบที่เป็นของเหลวในตัวเรา ล้วนมีคอเลสเตอรอลแทรกซึม เป็นเจ้าถิ่นอยู่ทุกอณู ไม่เว้นแม้แต่ส่วนสำคัญที่สุดอย่าง ก้อนไขมันทรงประสิทธิภาพที่เรียกว่า สมอง

คอเลสเตอรอลมีบทบาทสำคัญหลายประการ อย่างที่เราคาดไม่ถึง ทั้งเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ช่วยในการส่งผ่านสารละลายต่างๆ เข้าออกเซลล์ หรือรับส่งสัญญาณมาสู่เซลล์ และยังเป็นสารตั้งต้นการสร้างน้ำดี สำหรับย่อยไขมันที่เรากินเข้าไป รวมทั้ง มีส่วนสำคัญในการผลิตสารจำพวกสเตียรอยด์ฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนที่ไปควบคุมระบบเกลือแร่ และการทำงานของไต เป็นต้น
ถ้าคุณคิดว่าคอเลสเตอรอลส่วนใหญ่มาจากอาหารแล้วล่ะก็ เปลี่ยนความคิดใหม่ได้เลย เพราะส่วนใหญ่แล้ว ตับของคุณสร้างคอเลสเตอรอลขึ้นมาเอง และเพราะคอเลสเตอรอลเป็นไขมันชนิดไม่ละลายในน้ำ ก่อนร่างกายนำไปใช้ จึงต้องมีการรวมตัวเข้ากับโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อ อะโพโปรตีน (apoprotein) เพื่อเปลี่ยนรูปเป็นไลโพโปรตีน (lipoprotein) หน้าตาคล้ายไข่แดงที่ถูกหุ้มด้วยไข่ขาว หลังเสร็จสิ้นการเปลี่ยนรูปร่าง คอเลสเตอรอลในรูปแบบไลโพโปรตีน จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางกระแสเลือด  เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

คอเลสเตอรอลหายไปไหน

คอเลสเตอรอลส่วนหนึ่ง จะถูกนำไปสร้างเป็นน้ำดี หรือน้ำย่อย และอีกส่วนนำไปสร้างไลโพโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อ วีแอลดีแอล (VLDL: Very Low-Density Lipoprotein) ซึ่งประกอบไปด้วย ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์เป็นส่วนใหญ่ มีคอเลสเตอรอลอยู่เล็กน้อย พร้อมโปรตีนที่ช่วยให้มันละลายอยู่ในเลือดได้ ระหว่างทางที่วีแอลดีแอลเดินทางในเส้นเลือด จะมีเอนไซม์ ที่ย่อยเอาไตรกลีเซอร์ไรด์ไปใช้ ซึ่งไตรกลีเซอร์ไรด์นี้ ให้พลังงานมากกว่าคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนถึง 2 เท่า ช่วยในการสร้างน้ำนม เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของกล้ามเนื้อ และหัวใจ

ไตรกลีเซอร์ไรด์ที่ใช้ไม่หมด จะถูกนำไปเก็บไว้ในไขมัน เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำรอง เมื่อไตรกลีเซอร์ไรด์ถูกดึงออกไปจากวีแอลดีแอลหมดแล้ว จะเหลือเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่สุด ในชื่อ แอลดีแอล (LDL: Low-Density Lipoprotein) หรือคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี แต่ยังมีประโยชน์ คือ เมื่อผ่านไปถึงอวัยวะไหน ก็จะถูกดึงคอเลสเตอรอลไปใช้งานได้ทันที เมื่อวนครบทุกส่วนแล้ว หากแอลดีแอลยังถูกใช้ไม่หมด ก็จะถูกลำเลียงเข้าสถานีสุดท้าย คือ ตับ ซึ่งตับก็จะนำแอลดีแอลที่เหลือนี้ ไปสร้างเป็นวีแอลดีแอลอีกครั้ง เป็นวัฏจักรอย่างนี้เรื่อยไป

แอลดีแอล VS เอชดีแอล กำเนิดไขมันตัวร้าย ตัวดี
จริง ๆ แล้วทั้งแอลดีแอล และเอชดีแอลมีที่มาเหมือนกัน คือ เป็นคอเลสเตอรอลในรูปไลโพโปรตีน แต่แตกต่างกันที่น้ำหนักของโมเลกุล มวลที่มีโมเลกุลคอเลสเตอรอลมากกว่า เรียกว่า แอลดีแอล หรือไขมันตัวร้าย ที่แม้จะมีข้อดีอยู่บ้าง แต่ข้อร้ายที่ปรากฎ คือ นำไขมันและไตรกลีเซอร์ไรด์ออกจากตับ ไปสะสมไว้ตามหลอดเลือด สร้างปัญหาให้แก่หลอดเลือด

คนที่กินอาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน และคอเลสเตอรอล เมื่อรวมกับที่ร่างกายผลิตคอเลสเตอรอลออกมาตามปกติ จะทำให้วัฏจักรคอเลสเตอรอลในร่างกายไม่สมดุล คือ มีมากจนเกินพอดี เหลือใช้ ตับทำลายไม่ทัน บางส่วนจึงเหลือรอด ออกไปสะสมตามผนังหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดแดงบริเวณนั้น สูญเสียการทำงาน ทั้งตีบ ตัน หรือแตก เป็นเหตุให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆ  ตามมา

ส่วนมวลที่มีโมเลกุลของคอเลสเตอรอลน้อยกว่า เรียกว่า เอชดีแอล (HDL: High density Lipoprotein) อุดมไปด้วยฟอสโฟลิพิด มีหน้าที่ทำความสะอาดหลอดเลือด เก็บคราบไขมันที่แอลดีแอลทิ้งไว้ กลับคืนมาที่ตับ แล้วขับออกทางน้ำดี ส่วนหนึ่งจะถูกไฟเบอร์ในอาหารจับ และขับออกทางอุจจาระ จะเปรียบเอชดีแอลว่า เป็นผู้พิทักษ์ความสะอาดก็คงไม่ผิดนัก

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งไขมันร้าย คอยเสริมการทำงานของแอลดีแอล นั่นคือ ไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) ที่คอยขัดขวางการทำงานของเอชดีแอล และเมื่อใดที่ร่างกายเรามีโรคอย่างความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน เจ้าไตรกลีเซอร์ไรด์ และแอลดีแอล ก็พร้อมปฏิบัติการขั้นสุดยอด ทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น จนอาจถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้

อันตรายจากไขมันร้าย แอลดีแอล

ในคนปกติที่ไม่มีความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน แม้ผลตรวจร่างกายจะบอกว่า คุณมีปริมาณแอลดีแอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ทั้งยังมีค่าเอชดีแอลที่ต่ำ ก็ไม่น่าเป็นห่วงอะไร เพราะเจ้าไขมันวายร้าย 2 ชนิดนี้ จะออกฤทธิ์วาดลวดลายได้ ก็ต่อเมื่อร่างกายเรามีอาการของโรคสองชนิดข้างต้นเท่านั้น ถ้าเรายังแข็งแรงดีวายร้ายก็จะไม่มีพิษสงอะไรเลย แต่ถ้าคุณมีอาการของโรคใดโรคหนึ่ง หรือทั้งสองโรค กอปรกับอายุที่มากขึ้น แอลดีแอลก็จะได้ใจ พร้อมทำร้ายอวัยวะสำคัญ ๆ อย่างหัวใจ สมอง และตับ ไต ได้อย่างน่ากลัว
  • คอเลสเตอรอลกับหัวใจ จากการวิจัยของต่างประเทศพบว่า คอเลสเตอรอลเริ่มสะสมตามหลอดเลือดหัวใจได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี และจะอันตรายยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม เป็นโรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะโรคทางพันธุกรรม ที่ทำให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลมากกว่าปกติ หากพบว่า มีความเสี่ยงดังกล่าว และผลตรวจร่างกายชี้ชัดว่ามีปริมาณคอเลสเตอรอลสูง ควรรีบไปพบแพทย์
  • คอเลสเตอรอลกับสมอง เมื่อคอเลสเตอรอลเข้าไปสะสมในเส้นเลือด ที่ไปเลี้ยงสมอง ไม่ว่าจะบริเวณใดก็ตาม จะก่อให้เกิดความผิดปกติบริเวณนั้น ๆ เช่น หากเส้นเลือดบริเวณสมอง ส่วนควบคุมการทรงตัวเกิดตีบ ตัน หรือแตก ร่างกายก็สูญเสียการควบคุมการทรงตัว กลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือพาร์คินสัน หากเกิดกับเส้นเลือดสมองส่วนควบคุมการรับรู้ อาจทำให้ความจำเสื่อม เป็นอัลไซเมอร์ เป็นต้น แต่ก่อนที่อาการผิดปกติของเส้นเลือดจะส่งผลถึงสมอง มักจะเกิดขึ้นกับหัวใจก่อนเสมอ
  • คอเลสเตอรอลกับตับ และไต หากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตับ หรือไตเกิดอาการตีบ แตกหรือตัน ก็อาจทำให้ตับ หรือไตสูญเสียการทำงาน ถึงขั้นตับวาย หรือไตวายจนเสียชีวิตได้

สรุปแล้ว คอเลสเตอรอลจะทำร้ายเราได้ ก็ต่อเมื่อเราเป็นโรค หรือเสี่ยงกับโรคอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว และโดยธรรมชาติ คอเลสเตอรอลจะไปฝังตัว เป็นคราบอยู่ตามเส้นเลือดแดงหลัก ที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ การที่จะเกิดอันตรายใด ๆ หรือรุนแรงแค่ไหน จึงขึ้นอยู่กับว่าเส้นเลือดที่มีปัญหานั้น อยู่บริเวณไหน และโดนทำลายไปมากเพียงใด คำเตือนที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดว่า ถึงเวลาลดคอเลสเตอรอลหรือยัง จะอยู่ในสมุดรายงานการตรวจร่างกายประจำปีของคุณ นอกจากนี้ วิธีการป้องกันที่สุด คือ การออกกำลังกาย อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 วัน จะช่วยเพิ่มปริมาณเอชดีแอล เพื่อต่อกรกับแอลดีแอลและไตรกลีเซอร์ไรด์อย่างได้ผล

ส่วนการควบคุมอาหาร และรับประทานอาหารที่ให้แอลดีแอลต่ำ ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ยังให้ผลน้อยกว่าการออกกำลังกาย

ที่มา
นิตยสาร Health & Cuisine

Thursday, October 22, 2009

โรคเก๊าท์

สาเหตุของ " โรคเก๊าท์ " (gout) เกิดจาก การที่ระดับของ " กรดยูริคในเลือดสูง " ซึ่งเป็นผลมาจากการสะสมกรดยูริคในร่างกายจำนวนมาก โดยเฉลี่ยแล้วกรดยูริคจะตกผลึก เมื่อระดับของกรดยูริคในเลือดมากเกิน 6.8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร การที่ร่างกายมีกรดยูริคสะสมมากกว่าปกติ เป็นระยะเวลานาน ๆ กรดยูริคจะไปตกตะกอนอยู่บริเวณรอบ ๆ ข้อต่อ หรือภายในข้อ ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น

โรคเก๊าท์เกิดจากการ ที่มีระดับของกรดยูริคในเลือดสูง และไปตกเป็นผลึก เรียกว่า " ผลึกยูเรท " อยู่ตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ข้อ บริเวณใกล้ข้อต่อ และที่ไต การที่จะเกิดการตกเป็นผลึกยูเรทตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้นั้น ขึ้นอยู่กับสองปัจจัย คือ ระดับกรดยูริคในเลือด และสภาพของเนื้อเยื่อ ซึ่งเอื้อให้เกิดการตกผลึกเป็นผลึกยูเรทหรือไม่ สภาพของเนื้อเยื่อของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ยิ่งระดับของกรดยูริคในเลือดสูงเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสตกเป็นผลึกก็มากขึ้น บางคนระดับกรดยูริคในเลือดไม่สูงมาก แต่ก็สามารถเกิดการตกเป็นผลึกยูเรทได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อของคนคนนั้น เอื้ออำนวยให้เกิดการตกเป็นผลึกยูเรท โรคนี้พบได้บ่อย หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะได้รับประโยชน์มาก แต่ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา หรือได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง ผู้ป่วยอาจต้องพบกับการพิการทางข้อ และหรือไตวายเรื้อรังได้

สารพิวรีน

" กรดยูริก " เกิดจากการย่อยสลายสารพิวรีน ซึ่งพบได้ในเนื้อสัตว์ ข้าวสาลี เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ เซี่ยงจี้ เป็นต้น ร่างกายจะย่อยสารพิวรีนจนกลายเป็นกรดยูริค และจะขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะ ในคนปกติกรดยูริคจะถูกสร้างขึ้นในอัตราช้าพอที่ไตจะขับออกได้หมด ทันกับการสร้างขึ้นพอดี ในคนที่เป็นโรคเก๊าท์ พบว่า เกิดความผิดปกติของกระบวนการใช้ และขับถ่ายสารพิวรีน

สมดุลของกรดยูริกในร่างกาย

ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ทั้งหมด เกิดจากการที่กรดยูริคถูกสร้างขึ้น แต่ไตทำหน้าที่ขับถ่ายออกมาได้ช้าหรือน้อยกว่า จนทำให้เกิดการสะสมของกรดยูริคมากขึ้นในร่างกาย และเกิดเป็นโรคเก๊าท์ขึ้น คนที่เป็นโรคนี้ มักจะมีระดับกรดยูริกในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ แต่ไม่เสมอไปทุกคน และหลายคนที่มีระดับกรดยูริกสูงในกระแสเลือด กลับไม่มีอาการข้ออักเสบจากโรคเกาต์ก็ได้

ส่วนที่เหลืออีก ร้อยละ 10 เกิดจาก การที่ร่างกายสร้างกรดยูริคมากเกินไป พบว่า ยูริคในเลือดที่สูงนั้น กว่าร้อยละ 90 เกิดจากการสร้างขึ้นในร่างกายเอง อาหารเป็นแหล่งกำเนิดของยูริคในเลือด น้อยกว่าร้อยละ 10 อาหารที่เมื่อรับประทานไปแล้ว จะเปลี่ยนไปเป็นกรดยูริคได้มาก เช่น เครื่องในสัตว์ ปลาดุก กุ้ง ไก่ ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ชะอม กระถิน เป็นต้น

สำหรับคนที่มีระดับกรดยูริคในเลือด มากกว่า 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่ไม่มีข้ออักเสบ ไม่มีปุ่มปมของเก๊าท์ ที่เรียกว่า " โทฟัส " และไม่มีนิ่วทางเดินปัสสาวะ จะไม่เรียกว่าเป็นโรคเก๊าท์ แต่เรียกว่าเป็นบุคคล ที่ระดับกรดยูริคสูงชนิดไม่มีอาการ

ปัจจัยทางพันธุกรรม

พบว่า ร้อยละ 18 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ จะมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์เช่นกัน กลไกการเกิดโรคเก๊าท์ เชื่อว่ามีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พบโรคเก๊าท์นี้มากในสายเลือดเดียวกัน เช่น พี่เป็น น้องเป็น และพ่อเป็น ลูกเป็น เป็นต้น

โรคพันธุกรรมที่พบน้อยบางชนิด ทำให้ร่างกายสร้างกรดยูริคออกมา ในปริมาณที่มากเกิน ได้แก่
  1. hypoxanthine-guanine phosphoribosyl transferase deficiency (Lesch-Nyhan syndrome)
  2. glucose-6-phosphatase deficiency (von Gierke disease)
  3. fructose1-phosphate aldolase deficiency
  4. PP-ribose-P synthetase variants
เพศและกลุ่มอายุ

โรคเก๊าท์มักเป็นกับผู้ชายวัยสูงอายุ เนื่องจากภาวะกรดยูริคในเลือดที่สูงนั้น จะยังไม่เกิดการตกตะกอน และเกิดข้ออักเสบทันที แต่ต้องใช้ระยะเวลาที่กรดยูริคในเลือดสูง เป็นเวลานานหลายสิบปี พบว่าในผู้ชายที่มีกรดยูริคสูงนั้น ระดับของยูริคในเลือดจะเริ่มสูงขึ้น ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น และสูงไปนานจนกว่าจะเริ่มมีอาการ คือ อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงระดับยูริคจะเริ่มสูงขึ้น หลังจากวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะเอสโตรเจนจะมีผลทำให้กรดยูริคในเลือดไม่สูง โดยทั่วไป โรคเก๊าท์พบได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และจะพบเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ในเพศหญิงส่วนมากก็จะพบ แต่ในวัยหมดประจำเดือน ถ้าหากพบโรคเก๊าท์ในเด็ก ก็ต้องมองหาความผิดปกติของโรคทางพันธุกรรมบางชนิด ซึ่งพบได้น้อยมาก

โรคที่พบร่วมกับโรคเก๊าท์

ผู้ป่วยโรคต่อไปนี้ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเก๊าท์มากขึ้น
  1. โรคอ้วน คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเก๊าท์ได้มากกว่าคนผอม
  2. โรคเบาหวาน คนไข้โรคเก๊าท์โดยทั่วไป ก็พบได้บ่อยว่ามีน้ำหนักตัวมาก และพบโรคเบาหวานได้บ่อย
  3. ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะระดับไขมันไตรกรีเซอไรด์ ซึ่งพบว่า สูงได้ประมาณร้อยละ 80 ของคนไข้โรคเก๊าท์ทั้งหมด
  4. ความดันโลหิตสูง จากการศึกษาวิจัยพบว่า โรคความดันโลหิตสูงร่วมกับโรคเก๊าท์ได้บ่อย
  5. โรคหลอดเลือดแข็งผิดปกติ
  6. ผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว
  7. โรคไตวายเรื้อรัง คนไข้ที่เป็นโรคไต ที่มีสมรรถนะของการทำงานของไตลดลงมาก ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ ระดับกรดยูริคสูงขึ้น เนื่องจากความสามารถในการขับถ่ายกรดยูริคออกทางปัสสาวะลดลง คนไข้ที่เป็นโรคเก๊าท์อยู่แล้ว และไตเสื่อมลงไปอีก จะทำให้ระดับกรดยูริคสูงขึ้นอีก คนไข้โรคเก๊าท์จะเสียชีวิตจากภาวะไตวายประมาณ ร้อยละ 10
  8. โรคเลือดชนิด sickle cell anemia, myeloproliferative disease
  9. ผู้ป่วยโรคเลือดบางชนิด โรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือได้รับเคมีบำบัด จะทำให้เซลล์ถูกทำลายมากอย่างรวดเร็ว จะทำให้ระดับกรดยูริคในเลือดสูงมาก ๆ ได้ทำให้เกิดโรคเก๊าท์ ข้ออักเสบ นิ่วไต หรือแม้แต่ตัวกรดยูริคเองไปอุดตันตามท่อเล็ก ๆ ในเนื้อไตทำให้เกิดภาวะไตวายได้
เหล้าและแอลกอฮอล์

การดื่มเหล้า หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเก๊าท์ เนื่องจากไปขัดขวางกระบวนการขับกรดยูริคออกจากร่างกาย อีกทั้งแอลกอฮอล์ช่วยเร่งปฏิกิริยาการสร้างกรดยูริค โดยการเร่งกระบวนการการสลายตัวของสารอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตในเซลล์ การดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการดื่มเบียร์ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการข้ออักเสบได้ทันที เพราะเบียร์มีสารกวาโนซีน ซึ่งเปลี่ยนสภาพเป็นกรดยูริคในร่างกายได้มาก ดังนั้น คนที่มีพฤติกรรมในการดื่มแอลกอฮอล์ ไวน์ หรือเบียร์เป็นประจำ จึงมีโอกาสเป็นโรคเก๊าท์ได้บ่อยกว่า คนที่ไม่มีความประพฤติเช่นนี้ แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสร้างกรดยูริคขึ้นมามากกว่าปกติ

ยาบางชนิด

ยาบางชนิดเพิ่มความเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดโรคเก๊าท์ โดยจะทำให้ระดับกรดยูริคในเลือดสูง เนื่องจากยาเหล่านี้ ไปลดการขับถ่ายกรดยูริคออกทางไต ทำให้เกิดการคั่งของกรดยูริคในเลือด จนกระทั่งทำให้ระดับของกรดยูริคในเลือดสูง เช่น
  1. แอสไพริน aspirin
  2. ยาขับปัสสาวะกลุ่ม thiazide
  3. ยารักษาโรคพาร์กินสัน levodopa
  4. ยารักษาวัณโรค เช่น ไพราซินาไมด์ หรืออีแธมบูทอล
  5. ยากดภูมิคุ้มกัน cyclosporin

ที่มา
นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ