มีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายว่า " ทำไมคนเราจึงหาว? " แต่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า การหาวเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกาย ที่สั่งการโดยสมอง อาจเนื่องมาจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอในขณะนั้น จึงเกิดอาการหาวขึ้นเพื่อปรับตัว
" การหาว " เป็นการหายใจลึก ๆ เพื่อนำออกซิเจนเข้าไปในร่างกายให้มากขึ้น ร่างกายของเราจะต้องการออกซิเจนมากขึ้น เมื่อเรารู้สึกง่วง หรือเหนื่อย สมองของเราจะสั่งให้หาว เพื่อที่จะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ที่มีออกซิเจนเข้าไปได้อย่างเต็มที่ การหาวยังเป็นการเพิ่มระดับการตื่นตัว โดยเฉพาะเวลาที่มีความเครียด หรือความกดดัน ซึ่งทำให้อธิบายได้ว่า เหตุใดนักกีฬาที่กำลังจะลงแข่งขัน หรือนักเรียนที่กำลังจะเข้าห้องสอบจึงหาว
หากไม่อยากหาวบ่อย ๆ ควรหาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เคร่งเครียด หลีกเลี่ยงจากมลพิษ และอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก อาการหาวก็จะค่อย ๆ ลดลง
แต่หากทำแล้วยังไม่ได้ผล ยังหาวอยู่บ่อย ๆ ไม่ต่ำกว่า วันละ 30 ครั้ง แนะนำให้ไปพบแพทย์ตรวจร่างกาย เพราะการหาวบ่อย ๆ เป็นสัญญาณเตือนว่า " อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหรือระบบทางเดินหายใจ "
ทำไมเราจึงหาวตามกัน??
กิริยาอาการบางอย่างของคนเรา สามารถเกิดขึ้นตาม ๆ กันได้ เช่น เมื่อคนหนึ่งหัวเราะขึ้นมา คนอื่นก็อยากหัวเราะบ้าง อาการหาวก็เช่นกัน เมื่อคนหนึ่งอ้าปากหาว น่าแปลกที่คนอื่นมักจะหาวตาม
สัตว์มีกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เช่น แมว สุนัข ก็หาวได้เช่นกัน โดยเป็นการหาวตามสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิกิริยาตอบสนอง ที่เกิดจากวิวัฒนาการที่ถ่ายทอดสืบกันมา แต่สำหรับ คน ชิมแปนซี และลิงกัง จะมีอาการหาวตามกัน เมื่อเห็น หรือคิดว่าคนอื่นหรือสัตว์ตัวอื่นหาว
นักวิทยาศาสตร์หลายคนเคยสงสัยเช่นกันว่า ทำไมการหาวจึงเป็นอาการที่ติดต่อถึงกันได้ ซึ่งจากการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การหาวตามกัน อาจมาจากความต้องการในการแสดงอารมณ์ร่วมกับผู้อื่น
ดร. อาสึชิ เซนจุ จากวิทยาลัยเบิร์กเบ็ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยลอนดอน และนักวิจัยจากญี่ปุ่น ร่วมกันศึกษาอาการหาวตามกัน ในกลุ่มเด็กธรรมดา และเด็กออทิสติก และพบว่าเด็กออทิสติกจะไม่หาวตามกัน
รายงานการศึกษาเรื่องนี้ ตีพิมพ์ลงในวารสาร Biology Letters ดร. เซนจุ กล่าวว่า นี่เป็นการศึกษาชิ้นแรก ที่แสดงให้เห็นว่า การหาวตามกันไม่เกิดกับเด็กออทิสติก หรืออีกนัยหนึ่งคือ ความผิดปกติของพัฒนาการทางสมอง อาจเป็นการสกัดกั้นอาการหาวตามคนอื่น ทั้งนี้ ออทิสซึ่มเป็นความผิดปกติของพัฒนาการทางสมอง ซึ่งทำให้เด็กไม่สามารถมีความผูกพันทางอารมณ์กับผู้อื่น
การศึกษาที่พบว่า เด็กออทิสติกหาวตามสัญชาตญาณ แต่ไม่หาวตามคนอื่น จึงบ่งชี้ได้ว่าการหาวตามกัน อาจมีสาเหตุมาจากความต้องการแสดงอารมณ์ร่วม
ความเชื่อเกี่ยวกับการหาว
ฝรั่งในสมัยโบราณเชื่อว่า การหาวทำให้วิญญาณออกจากร่าง ดังนั้น เวลาหาวจึงต้องเอามือปิดปากไว้ เพื่อไม่ให้วิญญาณหนีไป
ที่มาของความเชื่อนี้ ก็เนื่องมาจากในสมัยก่อนเด็กเกิดใหม่มักจะเสียชีวิต เพราะวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้าเช่นปัจจุบัน เมื่อสังเกตเห็นเด็กหาวทันทีที่เกิด จึงเข้าใจว่าการหาวทำให้เสียชีวิต ซึ่งอันที่จริง สามารถอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ว่า เป็นปฏิกิริยาธรรมชาติ ที่ เด็กจะสูดเอาออกซิเจนเข้าปอด
ในสมัยนั้นจึงมีคำแนะนำ ให้แม่นั่งเฝ้าลูกน้อยเป็นพิเศษในช่วงเดือนแรก ๆ หลังคลอด เพื่อคอยปิดปากลูกเวลาหาว เพราะเด็กยังปิดปากตัวเองไม่ได้ ความเชื่อดังกล่าว จึงกลายมาเป็นมารยาทในการหาวจนถึงปัจจุบัน
มารยาทอีกอย่างหนึ่งของการหาว ที่อาจพบเห็นได้ ก็คือ การหันหน้าไปทางอื่น หรือแม้แต่การกล่าวคำขอโทษออกมาหลังจากหาว ที่มาของเรื่องนี้ก็คือ เมื่อคนสมัยโบราณสังเกตเห็นว่า เมื่อคนหนึ่งหาว คนที่อยู่ใกล้ ๆ ก็มักจะหาวตามกัน ดังนั้น หากการหาวเป็นอันตรายต่อผู้หาว อันตรายนี้ย่อมติดไปถึงผู้อื่นด้วย เวลาหาวจึงหันหน้าหนี เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็น ส่วนการขอโทษ ก็เป็นเสมือนการแสดงความเป็นมิตรกับยมทูต ที่จะมาพรากวิญญาณไป นั่นเอง!!
Search This Blog
Wednesday, October 14, 2009
Monday, October 12, 2009
นั่ง ยืน นอน... แบบห่างไกลอัมพาต
การนั่ง ยืน นอน ดูจะเป็นเเรื่องความเคยชิน แต่รู้กันหรือไม่ว่า มันเกี่ยวพันกับโครงสร้างร่างกายของเราอย่างจัง หากเกิดการปวดเมื่อยเรื้อรัง นั่นแหละมันบ่งชี้ว่า โครงสร้างร่างกายเริ่มมีความผิดปกติ และถ้าทิ้งไว้นาน ๆ อันตรายใหญ่หลวงจะมาเยือนโดยไม่รู้ตัว เพราะมันนำพาเราไปสู่การเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
การนั่ง ยืน นอน แบบไหนดีไม่ดีอย่างไร ??
ท่าแรก คือ " นั่งไขว่ห้าง " ท่านั่งยอดฮิตนี่แหละ ที่ส่งผลเสียในระยะยาวต่อโครงสร้างกระดูกสันหลัง การนั่งไขว่ห้างจะทำให้ตัวเราเอียงไปข้างหนึ่ง ทำให้กล้ามเนื้อไม่สมดุล ฝั่งหนึ่งหด แต่อีกฝั่งหนึ่งจะยืด กล้ามเนื้อที่หดจะค่อย ๆ สะสมความเกร็ง และถ้าเราเกร็งในท่านี้ตลอด จะดึงกระดูกให้คด ถ้าเป็นมาก ๆ บ่า 2 ข้างจะไม่เท่ากัน บางคนสะโพก 2 ข้างเป็นรูปตัวเอส บางคนเป็นรูปตัวซี
นั่งท่าไหนถึงจะถูกต้อง ?
มันเกี่ยวกับเก้าอี้ที่นั่งด้วย ถ้าเก้าอี้นุ่มหรือเอนมากเกินไป น้ำหนักจะไปลงที่หลังมากกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็ง กระดูกจะผิดรูปได้เหมือนกัน " การนั่งที่ถูกต้อง ต้องเลื่อนให้ก้นชิดพนัก จะช่วยไม่ให้กล้ามเนื้อต้องทำงานหนักเกินไป "
ต่อมา " การกอดอก " จะทำให้หัวไหล่และกระดูกสันหลังงุ้มไปด้านหน้า จะทำให้มีผลเสียในระยะยาว เพราะหน้าอกเป็นที่ตั้งของปอด หัวใจ เมื่อใดที่หลังเรางุ้มมาก ๆ ปอดจะไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ อากาศเข้าไปได้ไม่เต็มที่ ร่างกายจะได้รับออกซิเจนน้อย หัวใจต้องทำงานหนัก มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทางเดินเลือด เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง
ทีนี้มาถึง " ท่ายืน " โดยเฉพาะคุณผู้หญิง ที่ชอบสวม " ส้นสูง " มากกว่า 2 นิ้ว จะเหมือนกับการยืนเขย่งเท้าอยู่ตลอดเวลา จะทำให้หลังช่วงล่างแอ่น และจะทำให้โครงสร้างผิดเพี้ยน
ดังนั้นหากเมื่อเริ่มเมื่อยควรจะหาที่นั่งพัก นั่งให้เต็มก้น เหยียดขา แล้วกระดกข้อเท้าขึ้น น่องจะตึง จะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ถ้าเลือกไม่ได้จริง ๆ ขณะที่ยืนก็ต้องพยายามแขม่วท้องนิด ๆ เจะลดการแอ่นของหลังได้ แต่ถ้าเมื่อยล้าตรงบั้นเอว เมื่อยน่อง เมื่อยขามาก ควรจะไปตรวจเช็กดูได้แล้ว
มาถึง " ท่านอน " ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ
ท่านอน ที่ถูกต้องที่สุด คือ การนอนหงายมีหมอนรองใต้เข่า จะทำให้ช่วยลดแรงกดที่หลังช่วงล่าง กล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย หากนอนหงายแล้วนอนไม่หลับ หายใจไม่ออก หรือรู้สึกเกร็งรั้ง นั่นอาจแสดงว่าโครงสร้างร่างกายเริ่มไม่ดีแล้ว
ถ้าชอบ " นอนตะแคง " โดยเฉพาะตะแคงข้างเดียว ต้องบอกว่า " อันตราย " เพราะหัวไหล่จะถูกกดทับ เลือดไม่ไหลเวียน ทำให้ขัดหัวไหล่ ปวดต้นคอ อาจทำให้กระดูกเสื่อม หมอนรองกระดูกเคลื่อน เหรือกระดูกทับเส้นประสาท
ส่วนการเลือกหมอนหนุนก็สำคัญ หมอนควรจะรองรับศีรษะได้ดี ไม่นิ่มหรือแข็งเกินไป และควรจะรับกับแนวโค้งของคอ เวลานอนให้เลื่อนปลายหมอนอยู่ใต้หัวไหล่เล็กน้อย เพื่อให้หมอนประคองแนวสันหลังคอ ไม่ควรนอนโดยไม่ใช้หมอน เพราะการรับน้ำหนักของศีรษะจะกระจายออก โค้งของกระดูกคอจะถูกดันให้อยู่ในเส้นตรงมากเกินไป อาจไปกดข้อต่อต่าง ๆ ได้
หากเราอยู่ในอิริยาบถที่ผิด อาจจะส่งผลร้ายจนเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ เพราะกระดูกสันหลังเป็นศูนย์รวมเส้นประสาท เป็นชิ้นส่วนของร่างกายที่สำคัญมาก ถ้าไม่อยากเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยไม่รู้ตัว ควรกลับมานั่ง ยืน นอน อย่างถูกวิธีกันได้แล้ว
การนั่ง ยืน นอน แบบไหนดีไม่ดีอย่างไร ??
ท่าแรก คือ " นั่งไขว่ห้าง " ท่านั่งยอดฮิตนี่แหละ ที่ส่งผลเสียในระยะยาวต่อโครงสร้างกระดูกสันหลัง การนั่งไขว่ห้างจะทำให้ตัวเราเอียงไปข้างหนึ่ง ทำให้กล้ามเนื้อไม่สมดุล ฝั่งหนึ่งหด แต่อีกฝั่งหนึ่งจะยืด กล้ามเนื้อที่หดจะค่อย ๆ สะสมความเกร็ง และถ้าเราเกร็งในท่านี้ตลอด จะดึงกระดูกให้คด ถ้าเป็นมาก ๆ บ่า 2 ข้างจะไม่เท่ากัน บางคนสะโพก 2 ข้างเป็นรูปตัวเอส บางคนเป็นรูปตัวซี
นั่งท่าไหนถึงจะถูกต้อง ?
มันเกี่ยวกับเก้าอี้ที่นั่งด้วย ถ้าเก้าอี้นุ่มหรือเอนมากเกินไป น้ำหนักจะไปลงที่หลังมากกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็ง กระดูกจะผิดรูปได้เหมือนกัน " การนั่งที่ถูกต้อง ต้องเลื่อนให้ก้นชิดพนัก จะช่วยไม่ให้กล้ามเนื้อต้องทำงานหนักเกินไป "
ต่อมา " การกอดอก " จะทำให้หัวไหล่และกระดูกสันหลังงุ้มไปด้านหน้า จะทำให้มีผลเสียในระยะยาว เพราะหน้าอกเป็นที่ตั้งของปอด หัวใจ เมื่อใดที่หลังเรางุ้มมาก ๆ ปอดจะไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ อากาศเข้าไปได้ไม่เต็มที่ ร่างกายจะได้รับออกซิเจนน้อย หัวใจต้องทำงานหนัก มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทางเดินเลือด เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง
ทีนี้มาถึง " ท่ายืน " โดยเฉพาะคุณผู้หญิง ที่ชอบสวม " ส้นสูง " มากกว่า 2 นิ้ว จะเหมือนกับการยืนเขย่งเท้าอยู่ตลอดเวลา จะทำให้หลังช่วงล่างแอ่น และจะทำให้โครงสร้างผิดเพี้ยน
ดังนั้นหากเมื่อเริ่มเมื่อยควรจะหาที่นั่งพัก นั่งให้เต็มก้น เหยียดขา แล้วกระดกข้อเท้าขึ้น น่องจะตึง จะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ถ้าเลือกไม่ได้จริง ๆ ขณะที่ยืนก็ต้องพยายามแขม่วท้องนิด ๆ เจะลดการแอ่นของหลังได้ แต่ถ้าเมื่อยล้าตรงบั้นเอว เมื่อยน่อง เมื่อยขามาก ควรจะไปตรวจเช็กดูได้แล้ว
มาถึง " ท่านอน " ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ
ท่านอน ที่ถูกต้องที่สุด คือ การนอนหงายมีหมอนรองใต้เข่า จะทำให้ช่วยลดแรงกดที่หลังช่วงล่าง กล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย หากนอนหงายแล้วนอนไม่หลับ หายใจไม่ออก หรือรู้สึกเกร็งรั้ง นั่นอาจแสดงว่าโครงสร้างร่างกายเริ่มไม่ดีแล้ว
ถ้าชอบ " นอนตะแคง " โดยเฉพาะตะแคงข้างเดียว ต้องบอกว่า " อันตราย " เพราะหัวไหล่จะถูกกดทับ เลือดไม่ไหลเวียน ทำให้ขัดหัวไหล่ ปวดต้นคอ อาจทำให้กระดูกเสื่อม หมอนรองกระดูกเคลื่อน เหรือกระดูกทับเส้นประสาท
ส่วนการเลือกหมอนหนุนก็สำคัญ หมอนควรจะรองรับศีรษะได้ดี ไม่นิ่มหรือแข็งเกินไป และควรจะรับกับแนวโค้งของคอ เวลานอนให้เลื่อนปลายหมอนอยู่ใต้หัวไหล่เล็กน้อย เพื่อให้หมอนประคองแนวสันหลังคอ ไม่ควรนอนโดยไม่ใช้หมอน เพราะการรับน้ำหนักของศีรษะจะกระจายออก โค้งของกระดูกคอจะถูกดันให้อยู่ในเส้นตรงมากเกินไป อาจไปกดข้อต่อต่าง ๆ ได้
หากเราอยู่ในอิริยาบถที่ผิด อาจจะส่งผลร้ายจนเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ เพราะกระดูกสันหลังเป็นศูนย์รวมเส้นประสาท เป็นชิ้นส่วนของร่างกายที่สำคัญมาก ถ้าไม่อยากเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยไม่รู้ตัว ควรกลับมานั่ง ยืน นอน อย่างถูกวิธีกันได้แล้ว
Sunday, October 11, 2009
แอปเปิ้ล...ราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก
อยากลดน้ำหนักจะทานผลไม้อะไรดี?
การจำกัดปริมาณอาหาร เพื่อควบคุมน้ำหนักนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับคุณ ๆ เพราะไหนจะต้องทนต่อความหิวจนกว่าจะผอม แต่พอผอมสมใจกลับโดนทักว่า ทำไมดูซีดเซียว ไม่สดชื่น อวบอั๋นเหมือนตอนก่อนลดน้ำหนัก
การรับประทานผลไม้ จึงเป็นวิธีหนึ่ง ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งการลดน้ำหนัก และการมีสุขภาพ ที่สดใส เพราะผลไม้ประกอบไปด้วยเส้นใยอาหาร (Fiber) ที่ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้อง มีน้ำตาลธรรมชาติ ที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว และนำไปใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ ผลไม้ยังอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ อีกนับไม่ถ้วน ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ไม่ทรุดโทรม จึงเหมาะสำหรับคุณ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเป็นที่สุด
เมื่อถามคนใกล้ตัวว่า "อยากลดน้ำหนักจะทานผลไม้อะไรดี?" เชื่อว่าคงได้คำตอบกว่าครึ่งเป็นผลไม้รูปร่างอวบอัดที่ชื่อว่า " แอปเปิ้ล " แน่ ๆ เพราะแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ ที่มีสีสันชวนรับประทาน เนื้อสัมผัสกรอบ รสชาติอร่อย กลิ่นหอม มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หาทานได้ง่าย ราคาไม่แพง และที่สำคัญ คือไม่ทำให้อ้วน แอปเปิ้ลจึงได้ชื่อว่าเป็น "ราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก"
กินแอปเปิ้ลวันละ 1 ผล ร่างกายแข็งแรง
แอปเปิ้ลให้สารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต และวิตามินซีเป็นหลัก ซึ่งปริมาณวิตามินซีจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว และความสด เนื้อแอปเปิ้ล 100 กรัม มีวิตามินซีประมาณ 6 มิลลิกรัม และให้พลังงานราว 59 แคลอรี ไม่ทำให้อ้วน แต่แอปเปิ้ลก็มีสารอาหาร ที่มีประโยชน์ชนิดอื่นทดแทน แบบที่เรียกได้ว่า ไม่น้อยหน้าผลไม้อื่นแต่อย่างใด
พลังงานที่ได้จากแอปเปิ้ล มีลักษณะพิเศษที่น่าสนใจ คือ แอปเปิ้ลจะให้พลังงานค่อนข้างต่ำ และค่อยเป็นค่อยไป เพราะแหล่งพลังงานของแอปเปิ้ล คือ น้ำตาลฟรักโทสซึ่งเป็นน้ำตาล ที่เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ในร่างกายช่วยให้ไม่รู้สึกหิว อิ่มนาน ผลที่ตามมาก็คือ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูงเร็วเหมือนกินขนมหวาน " จึงเหมาะกับคนไข้เบาหวานด้วยเช่นกัน "
เปลือกและเนื้อของแอปเปิ้ลมีเส้นใยอาหาร ที่ชื่อว่า "เพคติน" ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มาก ช่วยเพิ่มกากในทางเดินอาหาร ทำให้อวัยวะในทางเดินอาหาร มีการทำงานเป็นปกติ เพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย ซึ่งเป็นการช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ และยังช่วยจับคอเลสเตอรอล ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง
นอกจากนี้ แอปเปิ้ลยังอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหาร ที่มีประโยชน์อีกหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ บี 1 บี 2 บี 6 ไบโอติน กรดโฟลิก กรดแพนโทเธอนิค เกลือแร่ คลอไรด์ เหล็ก ทองแดง แมกกานีส แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม ซิลิคอน และยังมีกรดอินทรีย์ 2 ชนิด คือ กรดมาลิค และกรดทาร์ทาริก ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีน และไขมัน สารอาหารเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน โดยเฉพาะวิตามินซี และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่พบมากในแอปเปิ้ล จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ ในผู้ที่รับประทานเป็นประจำ
แอปเปิ้ลเขียว หรือแอปเปิ้ลแดง ที่มีประโยชน์มากกว่ากัน?
เมื่อวิเคราะห์จากคุณค่าสารอาหารต่าง ๆ เปรียบเทียบระหว่างแอปเปิ้ลเขียว และแอปเปิ้ลแดง พบว่าไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่แอปเปิ้ลแดงมีเหนือกว่าเล็กน้อย คือ ปริมาณของสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์นั่นเอง
ดื่มน้ำแอปเปิ้ล ก็ได้ประโยชน์เท่ากินทั้งลูก?
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะพบว่าประโยชน์ของแอปเปิ้ล มาจากองค์ประกอบ 3 ตัวด้วยกัน คือ จากเส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีมากบริเวณเปลือก และจากน้ำตาลฟรักโทส ที่มีมากในเนื้อแอปเปิ้ล ดังนั้น หากต้องการดื่มน้ำแอปเปิ้ล ควรเลือกวิธีการปั่นทั้งผล โดยไม่ต้องปอกเปลือก เพราะหากใช้วิธี "คั้นน้ำ" จะทำให้ได้เฉพาะน้ำตาล และสารต้านอนุมูลอิสระอีกเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้อ้วนได้มากกว่าเดิม และไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดจากแอปเปิ้ลอย่างครบถ้วน
กินแอปเปิ้ลอย่างไรให้ได้ประโยชน์?
ในแง่โภชนาการ แอปเปิ้ลไม่ใช่ผลไม้ที่มีวิตามินหรือแร่ธาตุในปริมาณสูงมากนัก เมื่อเทียบกับกล้วย ฝรั่งหรือส้ม แต่หากทานแอปเปิ้ล วันละ 2-4 ลูก โดยไม่ปอกเปลือก ก็จะได้รับเส้นใยอาหาร และสารอาหารต่าง ๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ
ในปัจจุบัน มีการกล่าวอ้างสรรพคุณของแอปเปิ้ลมากมาย เช่น บำรุงหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหาร ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ และฆ่าเชื้อไวรัส ซึ่งหากต้องการจะรับประทานแอปเปิ้ล สำหรับวัตถุประสงค์ เพื่อควบคุมน้ำหนักแล้ว ก็ควรต้องทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และผักผลไม้อื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร ที่จำเป็นต่อร่างกาย
การจำกัดปริมาณอาหาร เพื่อควบคุมน้ำหนักนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับคุณ ๆ เพราะไหนจะต้องทนต่อความหิวจนกว่าจะผอม แต่พอผอมสมใจกลับโดนทักว่า ทำไมดูซีดเซียว ไม่สดชื่น อวบอั๋นเหมือนตอนก่อนลดน้ำหนัก
การรับประทานผลไม้ จึงเป็นวิธีหนึ่ง ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งการลดน้ำหนัก และการมีสุขภาพ ที่สดใส เพราะผลไม้ประกอบไปด้วยเส้นใยอาหาร (Fiber) ที่ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้อง มีน้ำตาลธรรมชาติ ที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว และนำไปใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ ผลไม้ยังอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ อีกนับไม่ถ้วน ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ไม่ทรุดโทรม จึงเหมาะสำหรับคุณ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเป็นที่สุด
เมื่อถามคนใกล้ตัวว่า "อยากลดน้ำหนักจะทานผลไม้อะไรดี?" เชื่อว่าคงได้คำตอบกว่าครึ่งเป็นผลไม้รูปร่างอวบอัดที่ชื่อว่า " แอปเปิ้ล " แน่ ๆ เพราะแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ ที่มีสีสันชวนรับประทาน เนื้อสัมผัสกรอบ รสชาติอร่อย กลิ่นหอม มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หาทานได้ง่าย ราคาไม่แพง และที่สำคัญ คือไม่ทำให้อ้วน แอปเปิ้ลจึงได้ชื่อว่าเป็น "ราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก"
กินแอปเปิ้ลวันละ 1 ผล ร่างกายแข็งแรง
แอปเปิ้ลให้สารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต และวิตามินซีเป็นหลัก ซึ่งปริมาณวิตามินซีจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว และความสด เนื้อแอปเปิ้ล 100 กรัม มีวิตามินซีประมาณ 6 มิลลิกรัม และให้พลังงานราว 59 แคลอรี ไม่ทำให้อ้วน แต่แอปเปิ้ลก็มีสารอาหาร ที่มีประโยชน์ชนิดอื่นทดแทน แบบที่เรียกได้ว่า ไม่น้อยหน้าผลไม้อื่นแต่อย่างใด
พลังงานที่ได้จากแอปเปิ้ล มีลักษณะพิเศษที่น่าสนใจ คือ แอปเปิ้ลจะให้พลังงานค่อนข้างต่ำ และค่อยเป็นค่อยไป เพราะแหล่งพลังงานของแอปเปิ้ล คือ น้ำตาลฟรักโทสซึ่งเป็นน้ำตาล ที่เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ในร่างกายช่วยให้ไม่รู้สึกหิว อิ่มนาน ผลที่ตามมาก็คือ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูงเร็วเหมือนกินขนมหวาน " จึงเหมาะกับคนไข้เบาหวานด้วยเช่นกัน "
เปลือกและเนื้อของแอปเปิ้ลมีเส้นใยอาหาร ที่ชื่อว่า "เพคติน" ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มาก ช่วยเพิ่มกากในทางเดินอาหาร ทำให้อวัยวะในทางเดินอาหาร มีการทำงานเป็นปกติ เพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย ซึ่งเป็นการช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ และยังช่วยจับคอเลสเตอรอล ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง
นอกจากนี้ แอปเปิ้ลยังอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหาร ที่มีประโยชน์อีกหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ บี 1 บี 2 บี 6 ไบโอติน กรดโฟลิก กรดแพนโทเธอนิค เกลือแร่ คลอไรด์ เหล็ก ทองแดง แมกกานีส แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม ซิลิคอน และยังมีกรดอินทรีย์ 2 ชนิด คือ กรดมาลิค และกรดทาร์ทาริก ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีน และไขมัน สารอาหารเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน โดยเฉพาะวิตามินซี และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่พบมากในแอปเปิ้ล จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ ในผู้ที่รับประทานเป็นประจำ
แอปเปิ้ลเขียว หรือแอปเปิ้ลแดง ที่มีประโยชน์มากกว่ากัน?
เมื่อวิเคราะห์จากคุณค่าสารอาหารต่าง ๆ เปรียบเทียบระหว่างแอปเปิ้ลเขียว และแอปเปิ้ลแดง พบว่าไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่แอปเปิ้ลแดงมีเหนือกว่าเล็กน้อย คือ ปริมาณของสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์นั่นเอง
ดื่มน้ำแอปเปิ้ล ก็ได้ประโยชน์เท่ากินทั้งลูก?
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะพบว่าประโยชน์ของแอปเปิ้ล มาจากองค์ประกอบ 3 ตัวด้วยกัน คือ จากเส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีมากบริเวณเปลือก และจากน้ำตาลฟรักโทส ที่มีมากในเนื้อแอปเปิ้ล ดังนั้น หากต้องการดื่มน้ำแอปเปิ้ล ควรเลือกวิธีการปั่นทั้งผล โดยไม่ต้องปอกเปลือก เพราะหากใช้วิธี "คั้นน้ำ" จะทำให้ได้เฉพาะน้ำตาล และสารต้านอนุมูลอิสระอีกเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้อ้วนได้มากกว่าเดิม และไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดจากแอปเปิ้ลอย่างครบถ้วน
กินแอปเปิ้ลอย่างไรให้ได้ประโยชน์?
ในแง่โภชนาการ แอปเปิ้ลไม่ใช่ผลไม้ที่มีวิตามินหรือแร่ธาตุในปริมาณสูงมากนัก เมื่อเทียบกับกล้วย ฝรั่งหรือส้ม แต่หากทานแอปเปิ้ล วันละ 2-4 ลูก โดยไม่ปอกเปลือก ก็จะได้รับเส้นใยอาหาร และสารอาหารต่าง ๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ
ในปัจจุบัน มีการกล่าวอ้างสรรพคุณของแอปเปิ้ลมากมาย เช่น บำรุงหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหาร ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ และฆ่าเชื้อไวรัส ซึ่งหากต้องการจะรับประทานแอปเปิ้ล สำหรับวัตถุประสงค์ เพื่อควบคุมน้ำหนักแล้ว ก็ควรต้องทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และผักผลไม้อื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร ที่จำเป็นต่อร่างกาย
"ยา" ตีกัน
ใช้ยาหลายชนิด...ชีวิตเสี่ยงภัย?
หากได้รับยาหลายชนิดพร้อมๆ กัน หรือ ยาที่ไปซื้อเองจากร้านขายยา หรือยาจากโรงพยาบาล ยาจะมีฤทธิ์ซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ?
เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยจึงนึกถึงแต่ยาเป็นด่านแรก และจะพยายามเสาะแสวงหายามารักษา แก้ปัญหาเหล่านั้นให้ทันท่วงที โรคและความเจ็บป่วย ที่เผชิญอยู่ด้วยความทุกข์ทรมาน ก็จะได้หาย หรือบรรเทาเบาบางลงได้
ความคิดเช่นนี้ เป็นความคิดที่ถูกเพียงครึ่งเดียว เหมือนกับเป็นการมองเหรียญด้านเดียว มองในแง่ดี มองแต่ด้านคุณประโยชน์ ที่จะได้รับจากการใช้ยา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ที่ควรจะได้รับการพิจารณาร่วมด้วย ก่อนการตัดสินใจใช้ยาชนิดใด ชนิดหนึ่ง เพราะอีกด้านหนึ่งของเหรียญเป็น " ผลเสีย ผลข้างเคียง พิษ และอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้ยา " ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่ การแพ้ยา ยาตีกัน เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า "ยาเหมือนเหรียญสองด้าน มีทั้งคุณ และโทษ" จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ใช้อย่างพอเพียง ใช้เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น ไม่ควรใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตได้
หลายยา...หลายโรค (มากหมอ มากความ)
มาถึงคำถามต้นเรื่องที่ว่า ใช้ยาหลายชนิด ชีวิตปลอดภัย... จริงหรือ? คงตอบได้ทันทีเลยว่า การใช้ยาหลายชนิดจะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้มากยิ่งขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ยาเพียงชนิดเดียว หรือยิ่งใช้ยาให้น้อยที่สุด (เท่าที่จำเป็น) ก็จะปลอดภัยที่สุด เพราะเมื่อใช้ยาชนิดเดียว ยังมีโอกาสเกิดผลเสียขึ้นได้
การใช้ยาหลายชนิดมากขึ้น ก็จะยิ่งเกิดผลเสียเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึง "แนวทางจัดการยาหลายชนิด" ที่ผู้ป่วยได้รับมา ไม่ว่าจะเกิดจากการรักษาของแพทย์ คำแนะนำของเภสัชกร หรือพยาบาล หรือการหาซื้อมาใช้เอง ทั้งที่เป็นยาแผนปัจจุบัน ยาไทย สมุนไพร หรืออาหารเสริมก็ตาม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาที่สูงที่สุด และในขณะเดียวกันก็ปลอดภัย ที่สุดด้วย
แนวทางจัดการยาหลายชนิด..อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด หลักการง่าย ๆ เกี่ยวกับการใช้ยาให้เกิดประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด คือ การใช้ยาพอเพียง ซึ่งหมายถึง การใช้ยาอย่างฉลาด ใช้เท่าที่จำเป็น และใช้อย่างถูกต้อง ก็ยังเป็นแนวคิดพื้นฐาน ในการนำมาใช้กับการจัดการกับยาหลายชนิดได้เป็นอย่างดี เพราะหลาย ๆ ครั้ง เราพบว่าผู้ป่วยคนเดียว แต่ไปได้รับยามาจากหลายแหล่ง
ใช้ยาหลายชนิด...ชีวิต...เสี่ยงภัย
อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือ ยา NSAIDs ที่ใช้รักษาโรคปวดข้อเข่าเสื่อม ซึ่งได้มาจากสถานีอนามัยนั้น จะส่งผลต้านฤทธิ์ลดความดันโลหิตของยาที่ได้รับจากหมอคน ที่หนึ่ง มิหนำซ้ำ ยาตัวที่ 3 ในยาแก้ไข้หวัดชนิดแผงซึ่ง ได้แก่ ยาสูโดเอฟีดรีน นอกจากทำให้โล่งจมูกแล้ว ยังไปกระตุ้นหัวใจ ทำให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้น ส่งผลให้ความ ดันโลหิตสูงขึ้น จึงเหมือนเป็นงูกินหาง ไป ๆ มา ๆ
ยาลดความดันโลหิตสูง อาจจะสู้หรือต้านทานผลของยาอีก 2 ชนิดไม่ได้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ผลก็คือ ความดันโลหิตของยายมาที่เคยว่านอนสอนง่าย เคยถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจ ก็จะกลับเพิ่มสูงขึ้น จนอาจเกิดอันตรายต่อยายมาได้ โดยที่ยายมาไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจว่า ผลของยาชนิดอื่น ๆ ทั้งที่ได้จากสถานีอนามัย และซื้อเองที่ร้านขายของชำ จะส่งผลต่อยาลดความดันโลหิตสูง และอาจเป็นอันตรายต่อยายมาถึงแก่ชีวิตได้
การที่ยาชนิดหนึ่งไปส่งผลต่อยาอีกชนิดหนึ่ง เราจะเรียกว่า "ยาตีกัน" ในที่นี้ขอใช้คำว่า ยาทะเลาะกัน เพราะจะได้เห็นภาพชัดเจนว่า ยาที่เราหวังว่าจะช่วยชีวิต แต่กลับทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้ จึงควรระมัดระวัง และไม่ประมาท เมื่อต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
นํายาทั้งหมดมา "ตรวจเช็ก" เพื่อประสิทธิภาพ และความปลอดภัย
ขอย้ำอีกครั้งว่า " ยามีคุณอนันต์และโทษมหันต์ " จะต้องใช้ยาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ยา ดังนั้น กรณีที่จำเป็นที่จะต้องใช้ยาหลายชนิด จากหลายโรค หลายหมอ หลายแหล่ง อย่าประมาท เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้ ซึ่งสามารถแก้ไข และป้องกันได้ ด้วยการนำยาทั้งหมดไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ หรือเภสัชกร เพื่อที่จะช่วย "ตรวจเช็ก" รายการยาต่าง ๆ ว่าเหมาะสมดีแล้วหรือไม่
ขั้นตอนการตรวจเช็กยา...
เมื่อนำยาทั้งหมดไปพบแพทย์ หรือเภสัชกร ซึ่งจะเริ่มต้นตรวจเช็กยาเหล่านี้ว่า "มีความจำเป็นหรือไม่?" โดยพิจารณาความเหมาะสมของยาเหล่านี้ว่า สอดคล้องกับสภาวะสุขภาพของเราหรือไม่ มีความจำเป็นต้องใช้ยาหรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นก็จะตัดหรือคัดยาเหล่านั้นออกไป เป็นการลดภาระการใช้ยาและค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยได้อีกทางหนึ่งด้วย
อีกขั้นตอนหนึ่ง ก็คือ จะช่วยค้นหา "ปัญหาที่เกิดจากการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน" ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ ดังตัวอย่างของยายมา ที่ยาแก้อักเสบข้อเข่าเสื่อม และยาแผงแก้ไข้หวัดไปส่งผล เสียต่อยาลดความดันโลหิตสูง ซึ่งแพทย์และเภสัชกรจะได้หาทางป้องกันแก้ไข ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะใช้ยา จะได้ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายของเรา
ขณะตรวจเช็กยาทั้งหมดนั้น ก็ถือว่า เป็นโอกาสอันดีในการซักซ้อมทบทวน วิธีใช้ยาต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามสั่ง หากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจ เรื่องยาและสุขภาพก็สามารถซักถาม ขอคำปรึกษาหรือคำอธิบายเพิ่มเติมจากแพทย์และเภสัชกรได้ทันที ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรู้ ความเข้าใจเรื่องยาต่าง ๆ ของเราให้กระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ประโยชน์ของการตรวจเช็กยา
การนำยาทั้งหมดไปตรวจเช็กความเหมาะสมนั้น จะช่วยผู้ป่วยให้เกิดผล "3 ป" คือ ประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด ช่วยเพิ่มความเข้าใจและใช้ยาได้อย่างถูกต้อง ทำให้ได้ผลดีในการรักษา ช่วยลดผลเสียผลข้างเคียงของยา ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลน้อยลง เมื่อจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลก็จะหายได้ไว กลับบ้านได้เร็ว กลุ่มที่ควรนำยาไปรับตรวจเช็ก ได้แก่
ถึงตรงนี้ขอบอกผู้ที่มียาหลายชนิด น่าจะนำยาทั้งหมดไป "ตรวจเช็ก" ความเหมาะสมเสียบ้าง จะได้เกิดประโยชน์ ปลอดภัย และประหยัด
บันทึกและพกรายการยาทั้งหมด
การจดบันทึกรายการยา โรค และการแพ้ยา (ถ้ามี) ของเรา และนำพกติดตัวไปด้วยเสมอ เมื่อใดที่ต้องเข้ารับการรักษา จะได้แสดงข้อมูลด้านสุขภาพ ที่เป็นประโยชน์เหล่านี้กับแพทย์ เภสัชกร หรือพยาบาลผู้ให้การรักษาได้รับทราบโดยละเอียด เมื่อจ่ายยาจะได้เลือกยา ที่เป็นประโยชน์ ปลอดภัย และประหยัด ให้กับท่านทั้งหลาย ให้ได้ใช้ยาอย่างเหมาะสม เป็นการส่งเสริมการใช้ยาอย่างพอเพียง ไม่มาก หรือน้อยเกินไป
ที่มา
นิตยสารหมอชาวบ้าน
หากได้รับยาหลายชนิดพร้อมๆ กัน หรือ ยาที่ไปซื้อเองจากร้านขายยา หรือยาจากโรงพยาบาล ยาจะมีฤทธิ์ซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ?
ยาเหมือนเหรียญสองด้าน มีทั้งคุณและโทษคนไทยมีทัศนคติ และความเชื่อเกี่ยวกับยาแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่คิดว่า "ยาเป็นสิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ" ไม่ว่าจะช่วยรักษาโรค บรรเทาอาการเจ็บป่วย ช่วยป้องกันโรค หรือช่วยบำรุงส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง สมดังคำพูดที่เราได้รับรู้มาแต่เล็กแต่น้อยว่า "ยาเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต"
เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยจึงนึกถึงแต่ยาเป็นด่านแรก และจะพยายามเสาะแสวงหายามารักษา แก้ปัญหาเหล่านั้นให้ทันท่วงที โรคและความเจ็บป่วย ที่เผชิญอยู่ด้วยความทุกข์ทรมาน ก็จะได้หาย หรือบรรเทาเบาบางลงได้
ความคิดเช่นนี้ เป็นความคิดที่ถูกเพียงครึ่งเดียว เหมือนกับเป็นการมองเหรียญด้านเดียว มองในแง่ดี มองแต่ด้านคุณประโยชน์ ที่จะได้รับจากการใช้ยา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ที่ควรจะได้รับการพิจารณาร่วมด้วย ก่อนการตัดสินใจใช้ยาชนิดใด ชนิดหนึ่ง เพราะอีกด้านหนึ่งของเหรียญเป็น " ผลเสีย ผลข้างเคียง พิษ และอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้ยา " ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่ การแพ้ยา ยาตีกัน เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า "ยาเหมือนเหรียญสองด้าน มีทั้งคุณ และโทษ" จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ใช้อย่างพอเพียง ใช้เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น ไม่ควรใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตได้
หลายยา...หลายโรค (มากหมอ มากความ)
มาถึงคำถามต้นเรื่องที่ว่า ใช้ยาหลายชนิด ชีวิตปลอดภัย... จริงหรือ? คงตอบได้ทันทีเลยว่า การใช้ยาหลายชนิดจะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้มากยิ่งขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ยาเพียงชนิดเดียว หรือยิ่งใช้ยาให้น้อยที่สุด (เท่าที่จำเป็น) ก็จะปลอดภัยที่สุด เพราะเมื่อใช้ยาชนิดเดียว ยังมีโอกาสเกิดผลเสียขึ้นได้
การใช้ยาหลายชนิดมากขึ้น ก็จะยิ่งเกิดผลเสียเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึง "แนวทางจัดการยาหลายชนิด" ที่ผู้ป่วยได้รับมา ไม่ว่าจะเกิดจากการรักษาของแพทย์ คำแนะนำของเภสัชกร หรือพยาบาล หรือการหาซื้อมาใช้เอง ทั้งที่เป็นยาแผนปัจจุบัน ยาไทย สมุนไพร หรืออาหารเสริมก็ตาม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาที่สูงที่สุด และในขณะเดียวกันก็ปลอดภัย ที่สุดด้วย
แนวทางจัดการยาหลายชนิด..อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด หลักการง่าย ๆ เกี่ยวกับการใช้ยาให้เกิดประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด คือ การใช้ยาพอเพียง ซึ่งหมายถึง การใช้ยาอย่างฉลาด ใช้เท่าที่จำเป็น และใช้อย่างถูกต้อง ก็ยังเป็นแนวคิดพื้นฐาน ในการนำมาใช้กับการจัดการกับยาหลายชนิดได้เป็นอย่างดี เพราะหลาย ๆ ครั้ง เราพบว่าผู้ป่วยคนเดียว แต่ไปได้รับยามาจากหลายแหล่ง
ตัวอย่างเช่น
"ยายมาป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง จึงได้รับยาลดความดันโลหิตมาจากหมอคนที่หนึ่ง จำนวน 2 ชนิด แต่ต่อมายายมามีอาการปวดข้อเข่าเสื่อมตามวัย ที่นับวันอายุจะมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ จึงไปขอยาแก้ปวดข้อเข่าเสื่อม มาจากที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน ก็ได้รับยามาอีก 2 ชนิด พอดีช่วงนี้ฝนตกบ่อย อากาศเปลี่ยนแปลง ในบางวันยายมาก็เกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัว คล้ายจะเป็นไข้หวัด จึงไปซื้อยาแก้ไข้หวัดชนิดแผง มาจากร้านขายของชำในหมู่บ้าน เพื่อรักษาโรคไข้หวัด"
ยายมาได้รับยา 5 หรือ 7 ชนิด!!!?
กรณีของยายมา ก็จะได้รับยาทั้งหมด 7 ชนิด ซึ่งผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมจึงเป็น 7 ชนิดได้ ไม่ใช่แค่ 5 ชนิดหรือ? เหตุผลก็คือว่ายาแก้ไข้หวัดชนิดแผงนั้นใน 1 เม็ดจะประกอบไปด้วยตัวยาถึง 3 ชนิดคือบรรดายา ทั้ง 7 ชนิดที่ยายมาได้รับมาต่างกรรมต่างวาระนั้น มองแบบเหรียญด้านเดียว ก็จะเกิดผลดีช่วยรักษาโรคทั้ง 3 ได้ อันได้แก่ ความดันโลหิตสูง โรคปวดข้อเข่าเสื่อม และโรคไข้หวัด แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง ก็พบว่า ยาหลายตัวของยายมาซ้ำซ้อนกัน ทะเลาะกัน หรือตีกัน ยายมาได้รับยาพาราเซตามอลซ้ำซ้อนมากเกินไป
- ยาพาราเซตามอล มีฤทธิ์ลดไข้ แก้ปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
- คลอร์เฟนิรามีน มีฤทธิ์ลดน้ำมูกแก้แพ้อากาศ
- สูโดเอฟีดรีน มีฤทธิ์แก้คัดจมูก ทำให้โล่งจมูก ดังนั้น ยายมาจึงได้รับยาทั้งสิ้นจำนวน ๗ ชนิด ยาของยายมา ซ้ำซ้อนกัน ทะเลาะกัน (ตีกัน)
ขยายความได้ว่า ยารักษาโรคปวดข้อเข่าเสื่อม ที่ได้มาจากสถานีอนามัยใกล้บ้านนั้น ประกอบด้วย ยาต้านการอักเสบชนิด ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs และยาพาราเซตามอล ที่ในกรณีนี้ใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ
พอรู้อย่างนี้ ก็จะเห็นได้เลยว่า ยาของยายมาที่ได้จากสถานีอนามัยไปซ้ำซ้อนกับยาแก้ไข้หวัดชนิดแผง ซึ่งได้มาจากร้านขายของชำ ได้แก่ ยาพาราเซตามอล ซึ่งถ้าได้ในขนาดสูง และเป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน ๆ ก็จะเกิดอันตรายต่อตับ ไต และเสียชีวิตได้
ใช้ยาหลายชนิด...ชีวิต...เสี่ยงภัย
อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือ ยา NSAIDs ที่ใช้รักษาโรคปวดข้อเข่าเสื่อม ซึ่งได้มาจากสถานีอนามัยนั้น จะส่งผลต้านฤทธิ์ลดความดันโลหิตของยาที่ได้รับจากหมอคน ที่หนึ่ง มิหนำซ้ำ ยาตัวที่ 3 ในยาแก้ไข้หวัดชนิดแผงซึ่ง ได้แก่ ยาสูโดเอฟีดรีน นอกจากทำให้โล่งจมูกแล้ว ยังไปกระตุ้นหัวใจ ทำให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้น ส่งผลให้ความ ดันโลหิตสูงขึ้น จึงเหมือนเป็นงูกินหาง ไป ๆ มา ๆ
ยาลดความดันโลหิตสูง อาจจะสู้หรือต้านทานผลของยาอีก 2 ชนิดไม่ได้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ผลก็คือ ความดันโลหิตของยายมาที่เคยว่านอนสอนง่าย เคยถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจ ก็จะกลับเพิ่มสูงขึ้น จนอาจเกิดอันตรายต่อยายมาได้ โดยที่ยายมาไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจว่า ผลของยาชนิดอื่น ๆ ทั้งที่ได้จากสถานีอนามัย และซื้อเองที่ร้านขายของชำ จะส่งผลต่อยาลดความดันโลหิตสูง และอาจเป็นอันตรายต่อยายมาถึงแก่ชีวิตได้
การที่ยาชนิดหนึ่งไปส่งผลต่อยาอีกชนิดหนึ่ง เราจะเรียกว่า "ยาตีกัน" ในที่นี้ขอใช้คำว่า ยาทะเลาะกัน เพราะจะได้เห็นภาพชัดเจนว่า ยาที่เราหวังว่าจะช่วยชีวิต แต่กลับทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้ จึงควรระมัดระวัง และไม่ประมาท เมื่อต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
นํายาทั้งหมดมา "ตรวจเช็ก" เพื่อประสิทธิภาพ และความปลอดภัย
ขอย้ำอีกครั้งว่า " ยามีคุณอนันต์และโทษมหันต์ " จะต้องใช้ยาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ยา ดังนั้น กรณีที่จำเป็นที่จะต้องใช้ยาหลายชนิด จากหลายโรค หลายหมอ หลายแหล่ง อย่าประมาท เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้ ซึ่งสามารถแก้ไข และป้องกันได้ ด้วยการนำยาทั้งหมดไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ หรือเภสัชกร เพื่อที่จะช่วย "ตรวจเช็ก" รายการยาต่าง ๆ ว่าเหมาะสมดีแล้วหรือไม่
ขั้นตอนการตรวจเช็กยา...
เมื่อนำยาทั้งหมดไปพบแพทย์ หรือเภสัชกร ซึ่งจะเริ่มต้นตรวจเช็กยาเหล่านี้ว่า "มีความจำเป็นหรือไม่?" โดยพิจารณาความเหมาะสมของยาเหล่านี้ว่า สอดคล้องกับสภาวะสุขภาพของเราหรือไม่ มีความจำเป็นต้องใช้ยาหรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นก็จะตัดหรือคัดยาเหล่านั้นออกไป เป็นการลดภาระการใช้ยาและค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยได้อีกทางหนึ่งด้วย
อีกขั้นตอนหนึ่ง ก็คือ จะช่วยค้นหา "ปัญหาที่เกิดจากการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน" ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ ดังตัวอย่างของยายมา ที่ยาแก้อักเสบข้อเข่าเสื่อม และยาแผงแก้ไข้หวัดไปส่งผล เสียต่อยาลดความดันโลหิตสูง ซึ่งแพทย์และเภสัชกรจะได้หาทางป้องกันแก้ไข ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะใช้ยา จะได้ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายของเรา
ขณะตรวจเช็กยาทั้งหมดนั้น ก็ถือว่า เป็นโอกาสอันดีในการซักซ้อมทบทวน วิธีใช้ยาต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามสั่ง หากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจ เรื่องยาและสุขภาพก็สามารถซักถาม ขอคำปรึกษาหรือคำอธิบายเพิ่มเติมจากแพทย์และเภสัชกรได้ทันที ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรู้ ความเข้าใจเรื่องยาต่าง ๆ ของเราให้กระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ประโยชน์ของการตรวจเช็กยา
การนำยาทั้งหมดไปตรวจเช็กความเหมาะสมนั้น จะช่วยผู้ป่วยให้เกิดผล "3 ป" คือ ประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด ช่วยเพิ่มความเข้าใจและใช้ยาได้อย่างถูกต้อง ทำให้ได้ผลดีในการรักษา ช่วยลดผลเสียผลข้างเคียงของยา ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลน้อยลง เมื่อจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลก็จะหายได้ไว กลับบ้านได้เร็ว กลุ่มที่ควรนำยาไปรับตรวจเช็ก ได้แก่
- ผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด ซึ่งรวมถึงสมุนไพร ยาไทย ยาหม้อ ยาลูกกลอน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่น ๆ ด้วย
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายโรค
- ผู้ที่ได้รับยาหลายแหล่ง หรือหลายหมอ หรือหลายแผน (ไทย จีน และตะวันตก)
- ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยา ผู้ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล และผู้ที่ต้องการประหยัดค่ายา เป็นต้น
ถึงตรงนี้ขอบอกผู้ที่มียาหลายชนิด น่าจะนำยาทั้งหมดไป "ตรวจเช็ก" ความเหมาะสมเสียบ้าง จะได้เกิดประโยชน์ ปลอดภัย และประหยัด
บันทึกและพกรายการยาทั้งหมด
การจดบันทึกรายการยา โรค และการแพ้ยา (ถ้ามี) ของเรา และนำพกติดตัวไปด้วยเสมอ เมื่อใดที่ต้องเข้ารับการรักษา จะได้แสดงข้อมูลด้านสุขภาพ ที่เป็นประโยชน์เหล่านี้กับแพทย์ เภสัชกร หรือพยาบาลผู้ให้การรักษาได้รับทราบโดยละเอียด เมื่อจ่ายยาจะได้เลือกยา ที่เป็นประโยชน์ ปลอดภัย และประหยัด ให้กับท่านทั้งหลาย ให้ได้ใช้ยาอย่างเหมาะสม เป็นการส่งเสริมการใช้ยาอย่างพอเพียง ไม่มาก หรือน้อยเกินไป
ที่มา
นิตยสารหมอชาวบ้าน
Friday, October 9, 2009
คุณเป็นคน " ขี้หนาว " หรือเปล่า?
คุณเคยสงสัยไหมว่า ในขณะที่เรานั่งหนาวเหน็บจนอยากจะลุกไปปิดแอร์ แต่เพื่อนร่วมงานที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ กลับไม่สะทกสะท้านต่อความหนาวเย็น แบบที่เราเป็นเลยสักนิด เหตุผลที่แต่ละคนสามารถทนความหนาวได้แตกต่างกัน ก็เพราะว่า เรามีพื้นฐานภายในร่างกายไม่เหมือนกัน ดังนี้
น้ำหนักตัว
คนที่มีน้ำหนักตัวและไขมันมากกว่า จะมีไขมันเป็นเสมือนฉนวนกันความหนาวมากกว่าคนที่ผอมบาง
หญิงหรือชายสำคัญไฉน?
ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะขี้หนาวมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากภาวะการทำงานของต่อมไทรอยด์แตกต่างกัน และความได้เปรียบของมวลกล้ามเนื้อของผู้ชาย ที่มีมากกว่า (1 ใน 3 ของพลังงานที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย มาจากกล้ามเนื้อ) ทำให้หนุ่ม ๆ ออฟฟิศไม่ค่อยสะทกสะท้านกับความเย็นเหมือนสาว ๆ สักเท่าไร
แต่ถ้าสาว ๆ คนไหนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว ก็จะช่วยให้ร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อมาก ขึ้น สามารถปรับตัวรับอุณหภูมิในห้องแอร์ได้ดีกว่าเช่นกัน แต่ในช่วงวันก่อนมีประจำเดือน อุณหภูมิในร่างกายของสาว ๆ จะไม่คงที่ และอาจทำให้เกิดอาการขี้หนาวมากกว่าปกติ
อายุต่างก็หนาวต่างกัน
ปัจจัยของช่วงอายุที่แตกต่างกัน ทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายของแต่ละคนต่างกันไปโดยปริยาย คนในวัยใกล้หมดประจำเดือนอาจมีอาการร้อน ๆ หนาว ๆ เพราะระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอด ทำให้รู้สึกเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวได้
กินดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
ควรกินอาหารให้ครบทุกมื้อ เพื่อที่ร่างกายจะได้มีพลังงาน ต่อสู้กับอากาศเย็น และควรเพิ่มรายการของ โปรตีน แมกนีเซียม (ข้าวกล้อง ข้าวโพด ผักโขม ผักตังกุย กล้วย) ที่ช่วยเรื่องระบบการไหลเวียนของเลือด โพแทสเซียม (องุ่น ผักสด เมล็ดธัญพืช และผลไม้แห้ง) ช่วยในการทำงานของระบบประสาท นอกจากนี้ ใบโหระพาสด วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก ก็ช่วยเพิ่มเกล็ดเลือดให้แก่ร่างกาย ซึ่งถ้าร่างกายมีเกล็ดเลือด และเม็ดเลือดเพิ่มมากขึ้น แรงต้านกับอากาศหนาวก็จะเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับคนที่เป็นมังสวิรัติ การกินพืชผักใบเขียว และอาหารประเภทถั่วเหลืองก็ได้ผลดีเหมือนกัน
ยิ่งเครียดยิ่งหนาว
เชื่อหรือไม่ว่า ความเครียดเป็นบ่อเกิด ที่ทำให้คุณกลายเป็นคนขี้หนาวได้ สาเหตุก็เพราะระหว่างที่เครียดจัด ๆ นั้น ร่างกายของคนเรา จะลดประสิทธิภาพในการหมุนเวียนโลหิตในร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัว
เรื่องการออกกำลังกาย และการกินอาจต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเห็นผล (แต่ได้ผล และมีประโยชน์ในระยะยาว) แต่สำหรับคนที่อยากตัวอุ่นขึ้นมาทันใจ เพราะทนไม่ไหวกับความเย็นจากแอร์ในห้อง ที่คอยบั่นทอนประสิทธิภาพในการทำงาน ต้องฟังทางออกง่าย ๆ แต่เห็นผลทันใจดังนี้
เลือกน้ำอุ่นและจิบชา
สำรวจตัวเองเสียหน่อยว่าติดการดื่มน้ำเย็นหรือเปล่า?? ถ้าใช่ ควรฝึกนิสัยในการดื่มน้ำอุ่น ๆ (ถ้าไม่ชิน เริ่มฝึกจากน้ำอุณหภูมิธรรมดา) เมื่อต้องทำงานในห้อง ที่มีอากาศเย็น หรือการจิบชาเปปเปอร์มินต์ ลาเวนเดอร์ ที่มีกลิ่นอโรมาช่วยในเรื่องการผ่อนคลายความเครียด รวมถึง น้ำขิง น้ำตะไคร้อุ่น ๆ ที่มีสรรพคุณช่วยให้เลือดไปหล่อเลี้ยง ที่ผิวหนังได้มากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยปรับอุณหภูมิในร่างกายให้อุ่นขึ้นแล้ว การถือแก้วน้ำอุ่น ๆ อยู่ในมือสักพักหนึ่งยังช่วยให้นิ้วและฝ่ามือคลายหนาวได้ อย่างน่าพอใจด้วย
ปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะ
ศาสตราจารย์อลัน เฮดจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล ได้ทำการทดลองเรื่องอุณหภูมิของห้อง ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของคนในออฟฟิศว่า ในอุณหภูมิประมาณ 28 องศาเซลเซียส พนักงานสามารถพิมพ์งานได้ประสิทธิภาพดี เร็ว และผิดน้อยกว่าพนักงาน ที่นั่งทำงานในห้องที่มีอุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียสถึงสองเท่า และการศึกษาได้ข้อสรุปออกมาอีกว่า อุณหภูมิระหว่าง 22 - 26 องศา เป็นอุณหภูมิ ที่เหมาะสมที่สุด ทั้งกับร่างกายของผู้หญิง และผู้ชาย
อย่างนี้ต้องเท้าอุ่นไว้ก่อน
เชื่อหรือไม่ว่า บริเวณข้อเท้าเป็นส่วน ที่ไวต่อความเย็นมากที่สุดที่หนึ่งในร่างกาย เพราะฉะนั้น คุณ ๆ ที่ชอบใส่รองเท้าแบบเปลือยมาทำงาน ควรสวมถุงเท้าเพื่อกันความเย็นไว้ ก็จะช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้นได้ ส่วนการเดิน หรือขยับเขยื้อนร่างกายบ้าง ระหว่างทำงานถือเป็นการวอร์มอัพร่าง กายไปในตัว ช่วยสร้างความอบอุ่นได้อีกทางหนึ่ง
น้ำหนักตัว
คนที่มีน้ำหนักตัวและไขมันมากกว่า จะมีไขมันเป็นเสมือนฉนวนกันความหนาวมากกว่าคนที่ผอมบาง
หญิงหรือชายสำคัญไฉน?
ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะขี้หนาวมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากภาวะการทำงานของต่อมไทรอยด์แตกต่างกัน และความได้เปรียบของมวลกล้ามเนื้อของผู้ชาย ที่มีมากกว่า (1 ใน 3 ของพลังงานที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย มาจากกล้ามเนื้อ) ทำให้หนุ่ม ๆ ออฟฟิศไม่ค่อยสะทกสะท้านกับความเย็นเหมือนสาว ๆ สักเท่าไร
แต่ถ้าสาว ๆ คนไหนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว ก็จะช่วยให้ร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อมาก ขึ้น สามารถปรับตัวรับอุณหภูมิในห้องแอร์ได้ดีกว่าเช่นกัน แต่ในช่วงวันก่อนมีประจำเดือน อุณหภูมิในร่างกายของสาว ๆ จะไม่คงที่ และอาจทำให้เกิดอาการขี้หนาวมากกว่าปกติ
อายุต่างก็หนาวต่างกัน
ปัจจัยของช่วงอายุที่แตกต่างกัน ทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายของแต่ละคนต่างกันไปโดยปริยาย คนในวัยใกล้หมดประจำเดือนอาจมีอาการร้อน ๆ หนาว ๆ เพราะระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอด ทำให้รู้สึกเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวได้
กินดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
ควรกินอาหารให้ครบทุกมื้อ เพื่อที่ร่างกายจะได้มีพลังงาน ต่อสู้กับอากาศเย็น และควรเพิ่มรายการของ โปรตีน แมกนีเซียม (ข้าวกล้อง ข้าวโพด ผักโขม ผักตังกุย กล้วย) ที่ช่วยเรื่องระบบการไหลเวียนของเลือด โพแทสเซียม (องุ่น ผักสด เมล็ดธัญพืช และผลไม้แห้ง) ช่วยในการทำงานของระบบประสาท นอกจากนี้ ใบโหระพาสด วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก ก็ช่วยเพิ่มเกล็ดเลือดให้แก่ร่างกาย ซึ่งถ้าร่างกายมีเกล็ดเลือด และเม็ดเลือดเพิ่มมากขึ้น แรงต้านกับอากาศหนาวก็จะเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับคนที่เป็นมังสวิรัติ การกินพืชผักใบเขียว และอาหารประเภทถั่วเหลืองก็ได้ผลดีเหมือนกัน
ยิ่งเครียดยิ่งหนาว
เชื่อหรือไม่ว่า ความเครียดเป็นบ่อเกิด ที่ทำให้คุณกลายเป็นคนขี้หนาวได้ สาเหตุก็เพราะระหว่างที่เครียดจัด ๆ นั้น ร่างกายของคนเรา จะลดประสิทธิภาพในการหมุนเวียนโลหิตในร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัว
เรื่องการออกกำลังกาย และการกินอาจต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเห็นผล (แต่ได้ผล และมีประโยชน์ในระยะยาว) แต่สำหรับคนที่อยากตัวอุ่นขึ้นมาทันใจ เพราะทนไม่ไหวกับความเย็นจากแอร์ในห้อง ที่คอยบั่นทอนประสิทธิภาพในการทำงาน ต้องฟังทางออกง่าย ๆ แต่เห็นผลทันใจดังนี้
เลือกน้ำอุ่นและจิบชา
สำรวจตัวเองเสียหน่อยว่าติดการดื่มน้ำเย็นหรือเปล่า?? ถ้าใช่ ควรฝึกนิสัยในการดื่มน้ำอุ่น ๆ (ถ้าไม่ชิน เริ่มฝึกจากน้ำอุณหภูมิธรรมดา) เมื่อต้องทำงานในห้อง ที่มีอากาศเย็น หรือการจิบชาเปปเปอร์มินต์ ลาเวนเดอร์ ที่มีกลิ่นอโรมาช่วยในเรื่องการผ่อนคลายความเครียด รวมถึง น้ำขิง น้ำตะไคร้อุ่น ๆ ที่มีสรรพคุณช่วยให้เลือดไปหล่อเลี้ยง ที่ผิวหนังได้มากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยปรับอุณหภูมิในร่างกายให้อุ่นขึ้นแล้ว การถือแก้วน้ำอุ่น ๆ อยู่ในมือสักพักหนึ่งยังช่วยให้นิ้วและฝ่ามือคลายหนาวได้ อย่างน่าพอใจด้วย
ปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะ
ศาสตราจารย์อลัน เฮดจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล ได้ทำการทดลองเรื่องอุณหภูมิของห้อง ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของคนในออฟฟิศว่า ในอุณหภูมิประมาณ 28 องศาเซลเซียส พนักงานสามารถพิมพ์งานได้ประสิทธิภาพดี เร็ว และผิดน้อยกว่าพนักงาน ที่นั่งทำงานในห้องที่มีอุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียสถึงสองเท่า และการศึกษาได้ข้อสรุปออกมาอีกว่า อุณหภูมิระหว่าง 22 - 26 องศา เป็นอุณหภูมิ ที่เหมาะสมที่สุด ทั้งกับร่างกายของผู้หญิง และผู้ชาย
อย่างนี้ต้องเท้าอุ่นไว้ก่อน
เชื่อหรือไม่ว่า บริเวณข้อเท้าเป็นส่วน ที่ไวต่อความเย็นมากที่สุดที่หนึ่งในร่างกาย เพราะฉะนั้น คุณ ๆ ที่ชอบใส่รองเท้าแบบเปลือยมาทำงาน ควรสวมถุงเท้าเพื่อกันความเย็นไว้ ก็จะช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้นได้ ส่วนการเดิน หรือขยับเขยื้อนร่างกายบ้าง ระหว่างทำงานถือเป็นการวอร์มอัพร่าง กายไปในตัว ช่วยสร้างความอบอุ่นได้อีกทางหนึ่ง
อะไรอยู่ใน "ผงซักฟอก"?
ทุกวันนี้การซักผ้าไม่ว่าจะซักด้วยมือ หรือซักด้วยเครื่อง สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ " ผงซักฟอก " ปัจจุบันมีผงซักฟอกมากมายหลายยี่ห้อ หลายรูปแบบ ในความเป็นจริงแล้ว ส่วนประกอบหลักในผงซักฟอกแต่ละยี่ห้อ แทบจะไม่แตกต่างกันเลย
" ผงซักฟอก " เป็น " เกลือของกรดซัลโฟนิก " ซึ่งมีสมบัติชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายได้เช่นเดียวกับสบู่ ผงซักฟอกเป็นเกลือของกรดซัลโฟนิก เป็นสารซักล้าง ที่ผลิตขึ้นมาใช้แทนสบู่ มีสารลดแรงตึงผิวเป็นส่วนประกอบหลัก มีทั้งชนิดสังเคราะห์ และชนิดสกัดจากธรรมชาติ โดยทั่วไป เป็นเกลือโซเดียมซัลโฟเนตของสารไฮโดรคาร์บอน รวมถึงผงซักฟอกที่มีลักษณะเป็นผง เม็ดเล็ก ๆ หรือเกล็ด อัดขึ้นรูป กึ่งแข็งกึ่งเหลว แท่ง หรือลักษณะอื่น ๆ แต่ไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดเหลว
บิลเดอร์ ฟอสเฟต
สารลดแรงตึงผิว
สารลดความตึงผิว ประเภทแอนไอออน (anionic surfactants)
สารลดความตึงผิวประเภทนี้ มีประจุไฟฟ้าลบ (-) มีความสามารถในการชำระล้างคราบสกปรกประเภทดินโคลน ออกจากผ้าฝ้าย และเส้นใยธรรมชาติอื่น ๆ ได้ดีเป็นพิเศษ มีฟองมาก และจะทำงานได้ดีในน้ำที่มีอุณหภูมิสูง แต่จะใช้ได้ไม่ดีในน้ำกระด้าง
สารลดความตึงผิว ประเภทนอนไอออน (nonionic surfactants)
สารลดความตึงผิวนี้ ไม่มีประจุไฟฟ้า มีฟองน้อย ทำงานได้ดีในทุกสภาพน้ำ ไม่จำเป็นต้องเติมสาร ที่ทำให้น้ำอ่อน ดังเช่น สารลดความตึงผิวประเภทแอนไอออน สารประเภทนอนไอออน มีความสามารถในการชำระคราบไขมันออกจากพอลิเอสเตอร์ และเส้นใยสังเคราะห์อื่น ๆ ได้ดีเป็นพิเศษ
สารลดความตึงผิว ประเภทแคตไอออน (cationic surfactants)
สารลดความตึงผิวประเภทนี้ มีประจุไฟฟ้าบวก (+) นิยมผสมในน้ำยาปรับผ้านุ่มมากกว่าสารซักฟอก เพราะประจุไฟฟ้าบวกจะไปช่วยทำให้เกิดความสมดุล หลังจากเสื้อผ้าได้รับประจุไฟฟ้าลบในระหว่างการซัก
สารลดความกระด้างของน้ำ
สารป้องกันการตกตะกอน
ผงซักฟอก ส่วนใหญ่ใส่สารป้องกันการตกตะกอน เพื่อมิให้เกิดตะกอนขึ้นระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ปัจจุบัน นิยมใช้โซเดียมคาร์บอกซิเมทิลเซลลูโลส
สารที่ทำหน้าที่กันสนิม หรือรักษาความเป็นด่าง
ช่วยรักษาความเป็นด่าง ของผงซักฟอกตลอดการซัก ทำให้ผงซักฟอกไม่กัดภาชนะที่ซัก และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ของสารลดแรงตึงผิว สารที่ทำหน้าที่กันสนิม หรือรักษาความเป็นด่าง ได้แก่ โซเดียมซิลิเกต และโซเดียมคาร์บอเนต
สารเพิ่มความสดใส
สารเพิ่มความสดใส (optical brighteners) มีคุณสมบัติดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ ทำให้เกิดการเรืองแสง และสะท้อนเข้าตา ทำให้ดูเหมือนผ้าขาวสดใส
สารควบคุมการเกิดฟอง
สารเร่งการฟอก (bleach activator) ใส่เพื่อขจัดรอยเปื้อน โดยไม่ทำลายเส้นใย ได้แก่ โซเดียมเพอร์โบเรต
สารช่วยละลาย
สารช่วยละลาย (hydrotrope) ใส่เพื่อให้ผงซักฟอกละลายน้ำได้ดีขึ้น ได้แก่ โซเดียมโทโลอิน หรือ ไซลีนซัลโฟเนต
สารแอนติออกซิแดนซ์
ใส่ในผงซักฟอกเพื่อยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน
เอนไซม์
เอนไซม์ เป็นสารอินทรีย์ ที่ช่วยย่อยโมเลกุลของแป้ง โปรตีน ไขมัน รวมทั้งคราบเลือด
น้ำหอม
เพื่อแต่งกลิ่นของผลิตภัณฑ์ให้น่าใช้ยิ่งขึ้น
สี
สี (dyes or pigments) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์น่าใช้ และดูสะอาด
สารป้องกันการคืนกลับ
สารฟอสเฟตในผงซักฟอกเป็นสารชนิดหนึ่ง ที่เป็นธาตุอาหารของพืช ดังนั้น จึงควรนำน้ำที่ได้จากการซักผ้าไปรดต้นไม้ เพื่อที่ต้นไม้จะได้รับสารฟอสเฟตในผงซักฟอกเป็นธาตุอาหารต่อไป
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
" ผงซักฟอก " เป็น " เกลือของกรดซัลโฟนิก " ซึ่งมีสมบัติชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายได้เช่นเดียวกับสบู่ ผงซักฟอกเป็นเกลือของกรดซัลโฟนิก เป็นสารซักล้าง ที่ผลิตขึ้นมาใช้แทนสบู่ มีสารลดแรงตึงผิวเป็นส่วนประกอบหลัก มีทั้งชนิดสังเคราะห์ และชนิดสกัดจากธรรมชาติ โดยทั่วไป เป็นเกลือโซเดียมซัลโฟเนตของสารไฮโดรคาร์บอน รวมถึงผงซักฟอกที่มีลักษณะเป็นผง เม็ดเล็ก ๆ หรือเกล็ด อัดขึ้นรูป กึ่งแข็งกึ่งเหลว แท่ง หรือลักษณะอื่น ๆ แต่ไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดเหลว
บิลเดอร์ ฟอสเฟต
- " บิลเดอร์ ฟอสเฟต " เป็นส่วนประกอบของผงซักฟอก ประมาณร้อยละ 30-50 ทำให้น้ำมีสภาพเป็นเบส (ด่าง) เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายได้ดี
- " ฟอสเฟต " จะรวมตัวกับไอออนของโลหะ ในน้ำกระด้างเป็นสารเชิงซ้อน ทำให้ไอออนของโลหะในน้ำกระด้างไม่สามารถขัดขวางการกำจัดสิ่งสกปรกของผงซักฟอกได้
- " โพลีฟอสเฟต " ช่วยทำให้น้ำมันกระจายออก เป็นเม็ดเล็ก ๆ จนแขวนลอยอยู่ในน้ำได้ สิ่งสกปรก ที่ไม่ละลายน้ำกระจายตัว และช่วยปรับสภาพของน้ำกระด้าง ให้เป็นน้ำอ่อน
- " สารโซเดียมไทรโพลีฟอสเฟส (STPP) " ช่วยลดความกระด้างของน้ำ เป็นตัวช่วยให้น้ำ เป็นด่าง เพื่อให้ผงซักฟอกทำงานดีขึ้น และเป็นตัวกันสิ่งสกปรก ที่หลุดออกไม่ให้กลับมาจับที่ผ้าอีก สารนี้ลดความกระด้างได้ผลเป็นอย่างดี
- " ด่าง " จะแปรสภาพพวกไขมันให้เป็นสบู่ และรักษาความเป็นกรด-ด่างของน้ำซักให้คงที่
สารลดแรงตึงผิว
- " สารลดแรงตึงผิว (surfactant) " เป็นสารที่เมื่อละลายน้ำแล้ว จะช่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ สารลดแรงตึงผิวอาจเป็นสารเคมีประเภท anionic, cationic หรือ nonionic ประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือส่วนผสมของสารเหล่านี้ " สารลดแรงตึงผิว " มีคุณสมบัติช่วยให้กิดฟอง และยังช่วยทำให้พื้นผิวสกปรกเปียกน้ำ ตลอดจนสามารถดึงสิ่งสกปรกออกจากพื้นผิว และกระจายอยู่ในน้ำ
- สารลดแรงตึงผิว ที่ใช้ชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลาย ได้แก่ เกลือโซเดียมแอลคิลซัลโฟเนต โซเดียมแอลคิลเบนซิลซัลโฟเนต โดยผสมอยู่ประมาณร้อยละ 30 สารลดแรงตึงผิว เป็นหัวใจของผงซักฟอก เนื่องจากเป็นตัวที่ทำให้คราบสกปรก ที่ติดอยู่กับเนื้อผ้าหลุดออกได้ง่าย ปัจจุบันผู้ผลิตส่วนใหญ่นิยมใช้ สารลิเนียอัลคีลเบนซีนซัลโฟเนท (linear alkylbenzensulfonate หรือ LAS)
- สารลดความตึงผิว สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ คือ anionic surfactants, nonionic surfactants, cationic surfactants
สารลดความตึงผิว ประเภทแอนไอออน (anionic surfactants)
สารลดความตึงผิวประเภทนี้ มีประจุไฟฟ้าลบ (-) มีความสามารถในการชำระล้างคราบสกปรกประเภทดินโคลน ออกจากผ้าฝ้าย และเส้นใยธรรมชาติอื่น ๆ ได้ดีเป็นพิเศษ มีฟองมาก และจะทำงานได้ดีในน้ำที่มีอุณหภูมิสูง แต่จะใช้ได้ไม่ดีในน้ำกระด้าง
สารลดความตึงผิว ประเภทนอนไอออน (nonionic surfactants)
สารลดความตึงผิวนี้ ไม่มีประจุไฟฟ้า มีฟองน้อย ทำงานได้ดีในทุกสภาพน้ำ ไม่จำเป็นต้องเติมสาร ที่ทำให้น้ำอ่อน ดังเช่น สารลดความตึงผิวประเภทแอนไอออน สารประเภทนอนไอออน มีความสามารถในการชำระคราบไขมันออกจากพอลิเอสเตอร์ และเส้นใยสังเคราะห์อื่น ๆ ได้ดีเป็นพิเศษ
สารลดความตึงผิว ประเภทแคตไอออน (cationic surfactants)
สารลดความตึงผิวประเภทนี้ มีประจุไฟฟ้าบวก (+) นิยมผสมในน้ำยาปรับผ้านุ่มมากกว่าสารซักฟอก เพราะประจุไฟฟ้าบวกจะไปช่วยทำให้เกิดความสมดุล หลังจากเสื้อผ้าได้รับประจุไฟฟ้าลบในระหว่างการซัก
สารลดความกระด้างของน้ำ
- สารลดความกระด้างของน้ำ ไม่ได้ช่วยให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากเนื้อผ้าโดยตรง แต่จะช่วยให้สารลดแรงตึงผิวมีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยจะรักษาสมดุลความเป็นกรดด่างของน้ำ และช่วยทำให้น้ำลดความกระด้างลง จึงทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากเนื้อผ้าได้โดยง่าย
- โซเดียมไทรโพลิฟอสเฟต (sodium tripolyphosphate: STPP) เป็นสารลดความกระด้างของน้ำ ที่ผู้ผลิตนิยมใช้กันมากที่สุด
- สารลดความกระด้างของน้ำชนิดอื่น ๆ ได้แก่ เกลือของกรดไนทริไทรแอซิติก (NTA) เกลือของกรดซิตริก เกลือของกรดโพลิคาร์บอกซิลิก (PAC) เกลือฟอสเฟต และซีโอไลต์
- ผงซักฟอกในประเทศไทย บางสูตรนิยมใช้สารซีโอไลต์ แทนสาร STPP
สารป้องกันการตกตะกอน
ผงซักฟอก ส่วนใหญ่ใส่สารป้องกันการตกตะกอน เพื่อมิให้เกิดตะกอนขึ้นระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ปัจจุบัน นิยมใช้โซเดียมคาร์บอกซิเมทิลเซลลูโลส
สารที่ทำหน้าที่กันสนิม หรือรักษาความเป็นด่าง
ช่วยรักษาความเป็นด่าง ของผงซักฟอกตลอดการซัก ทำให้ผงซักฟอกไม่กัดภาชนะที่ซัก และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ของสารลดแรงตึงผิว สารที่ทำหน้าที่กันสนิม หรือรักษาความเป็นด่าง ได้แก่ โซเดียมซิลิเกต และโซเดียมคาร์บอเนต
สารเพิ่มความสดใส
สารเพิ่มความสดใส (optical brighteners) มีคุณสมบัติดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ ทำให้เกิดการเรืองแสง และสะท้อนเข้าตา ทำให้ดูเหมือนผ้าขาวสดใส
สารควบคุมการเกิดฟอง
- นิยมใช้สบู่ ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง ซึ่งทำจากไขวัว หรือ behenic acid
- สารควบคุมการเกิดฟอง มี 2 ประเภท คือ สารเพิ่มฟอง และ สารลดฟอง
- สารเพิ่มฟอง (foam boosters) นิยมเติมในผงซักฟอก ที่ซักด้วยมือ เพราะเมื่อเวลาซักจะมีฟองเยอะ ทำให้รู้สึกว่า ออกแรงน้อย
- สารลดฟอง (defoamers) นิยมเติมในผงซักฟอก ที่ซักด้วยเครื่อง เพื่อป้องกันการเกิดฟองล้นออกมานอกเครื่องซักผ้า
สารเร่งการฟอก (bleach activator) ใส่เพื่อขจัดรอยเปื้อน โดยไม่ทำลายเส้นใย ได้แก่ โซเดียมเพอร์โบเรต
สารช่วยละลาย
สารช่วยละลาย (hydrotrope) ใส่เพื่อให้ผงซักฟอกละลายน้ำได้ดีขึ้น ได้แก่ โซเดียมโทโลอิน หรือ ไซลีนซัลโฟเนต
สารแอนติออกซิแดนซ์
ใส่ในผงซักฟอกเพื่อยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน
เอนไซม์
เอนไซม์ เป็นสารอินทรีย์ ที่ช่วยย่อยโมเลกุลของแป้ง โปรตีน ไขมัน รวมทั้งคราบเลือด
น้ำหอม
เพื่อแต่งกลิ่นของผลิตภัณฑ์ให้น่าใช้ยิ่งขึ้น
สี
สี (dyes or pigments) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์น่าใช้ และดูสะอาด
สารป้องกันการคืนกลับ
- เพื่อป้องกันสิ่งสกปรก ที่หลุดออกมาไม่ให้ไหลย้อนกลับมาเกาะบนเนื้อผ้าอีก ส่วนใหญ่นิยมใช้สารโซเดียมคาร์บอกซิเมทิลดรอกซีเอทเซลลูโลส เป็นหลัก บางผลิตภัณฑ์เลือกใช้ โซเดียมคาร์บอกซิเมทิลเซลลูโลส เพื่อป้องกันการกลับเข้าไปจับใหม่ของสิ่งสกปรก ที่ถูกขจัดออกมาแล้ว ผลที่ได้ใกล้เคียงกัน
- ซิลิเกต (silicates) ช่วยทำให้สิ่งสกปรกกระจายตัว ป้องกันการกลับเข้าไปจับใหม่ของสิ่งสกปรก ที่ถูกขจัดออกมาแล้ว และป้องกันการกัดกร่อนของภาชนะ ที่ทำด้วยโลหะที่ใช้ในการซัก
- การทำให้สิ่งสกปรก และพื้นผิวเปียก (Wetting) ด้วย การใช้สารลดแรงตึงผิว โมเลกุลของสารลดแรงตึงผิว จะมีทั้งส่วนที่ละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ โดยส่วนของโมเลกุลของสารลดแรงตึงผิว ที่ไม่ละลายน้ำจะถูกผลักออกไป ทำให้โมเลกุลของสารลดแรงตึงผิวไปเรียงตัวอยู่ที่ผิวของน้ำ ทำให้พื้นผิวเปียก
- การสะเทิน (Neutralization) ธรรมชาติของสิ่งสกปรกโดยทั่วไป จะออกฤทธิ์เป็นกรด แต่สภาวะที่จะทำความสะอาดได้ดีนั้น ในน้ำซักต้องมีความเป็นด่าง
- การดึงสิ่งสกปรกออกจากพื้นผิว (Detergency) โดยอาศัยคุณสมบัติของสารลดแรงตึงผิว ไปลดแรงดึงดูดกันระหว่างสิ่งสกปรกและพื้นผิว
- การละลายน้ำ (Dissolving) สิ่งสกปรกบางอย่างสามารถขจัดออกได้ด้วยการละลายน้ำ
- การแปรสภาพเป็นสบู่ (Saponifiable) พวกไขมันต่าง ๆ เมื่อทำปฏิกิริยากับด่าง จะแปรสภาพเป็นสบู่ ซึ่งสามารถจะละลาย หรือแขวนลอยในน้ำได้
- การแขวนลอยในน้ำ (Emulsion) ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปิโตรเลี่ยมอื่น ๆ ที่ไม่ละลายน้ำ สามารถขจัดออกได้ โดยสารลดแรงตึงผิว จะเอาส่วนของโมเลกุล ที่ละลายได้ในน้ำมันเข้าไป ทำให้น้ำมันแขวนลอย และกระจายอยู่ในน้ำได้
- การกระจายตัว (Dispersion) สิ่งสกปรก ที่ไม่ละลายน้ำ เช่น ฝุ่นละอองต่าง ๆ เมื่อถูกขจัดออกมาแล้ว อาจรวมตัวกันเอง ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น สามารถกลับไปจับเส้นใยได้อีก ซึ่งสารพวกซิลิเกตจะป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกเหล่านี้รวมตัวกัน
- การป้องกันการกลับเข้าไปจับใหม่ (Redeposition) สิ่งสกปรกที่ไม่ละลาย เมื่อถูกขจัดออกมาแล้ว จะถูกแขวนลอยอยู่ในน้ำ แต่อาจกลับเข้าไปจับเส้นใยได้อีก จึงจำเป็นต้องเติมสารป้องกันการเข้าไปจับเส้นใยของสิ่งสกปรกจนกว่าจะมีการซักล้าง
- แม้ว่า ผงซักฟอกจะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อน้ำ แต่ก็ผงซักฟกก็มีผลกระทบทางอ้อมต่อน้ำ โดยพืชในน้ำจะได้ธาตุอาหารจาก ผงซักฟอก ทำให้พืชเหล่านี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และอาศัยออกซิเจนที่มีอยู่ในน้ำ จนทำให้น้ำเน่าเสืย
- ผลเสียที่เกิดจากการใช้ผงซักฟอก อาจทำให้เกิดมลภาวะของน้ำ สารพวกฟอสเฟตจากผงซักฟอกเมื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ จะทำให้พืชน้ำเจริญเติบโต รวดเร็ว ทำให้ขวางทางคมนาคมทางน้ำ ทำลายทัศนียภาพ ทำให้ออกซิเจนละลายน้ำไม่ได้ สิ่งมีชีวิตขาดออกซิเจนตายได้ และพืชน้ำเกิดมากอาจจะตายเน่า ทำให้น้ำเสีย
- จุลินทรีย์ ในน้ำสลายไม่สามารถสลายผงซักฟอกชนิดคาร์บอนอะตอม ที่แตกกิ่งก้านสาขา ทำให้เกิดการตกค้างในน้ำ เมื่อเข้าสู่ร่างกายของคนจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้
- ในผงซักฟอกบางชนิด มีฟอสเฟตซึ่งเป็นสารอาหารของสาหร่าย และพืชชั้นต่ำอื่น ๆ เมื่อฟอสเฟตจากสารซักฟอก ถูกชะล้างลงไปตามท่อลงไปสะสมในแม่น้ำลำคลอง ฟอสเฟตจะช่วยทำให้สาหร่าย และพืชชั้นต่ำเติบโตอย่างรวดเร็ว และอาศัยออกซิเจนที่มีอยู่ในน้ำไป จนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ และในที่สุดแหล่งน้ำนั้น จะตื้นเขินลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นปลักตม ทำให้แหล่งน้ำเน่าเหม็น
- เอนไซม์ ในผงซักฟอกบางชนิด ซึ่งทำงานไม่ต่างอะไรกับเอนไซม์ย่อยอาหารในกระเพาะของคน แม้ว่าเอนไซม์ที่อยู่ในผงซักฟอก จะไม่เป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่เป็นอันตรายต่อผิวหนังของมนุษย์
- สารประกอบที่อยู่ในผงซักฟอกเหล่านี้ สามารถทำอันตรายต่อสัตว์น้ำ และยังทำให้แหล่งน้ำเสื่อมโทรม จนสัตว์น้ำไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยเฉพาะสารลดแรงตึงผิว เช่น LAS และ BAS จะมีอันตรายต่อสัตว์น้ำ ในปริมาณความเข้มข้นต่ำ สารลดแรงตึงผิวทั้งชนิด LAS และ BAS จะไปล้อมจับพื้นผิวสารอินทรีย์ต่าง ๆ ที่มีในแหล่งน้ำ เมื่อความเข้มข้นมากขึ้น จะทำให้กระบวนการย่อยสลายเกิดการชะงัก ได้มีผู้ศึกษาพบว่า LAS มีพิษต่อปลามากกว่า BAS ตั้งแต่ 1.5 เท่า - 4 เท่า ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม เมื่อความเค็มของน้ำเพิ่มขึ้น ความเป็นพิษของ BAS จะเพิ่มขึ้นด้วย ส่วน LAS นั้น ความเป็นพิษจะขึ้นอยู่กับปริมาณออกซิเจนละลาย ความกระด้างของน้ำ และอุณหภูมิ
- น้ำซักล้าง ที่เกิดจากกิจกรรมภายในบ้าน รวมทั้งร้านรับซักรีดเสื้อผ้า เป็นแหล่งกำเนิดผงซักฟอกมากที่สุด ซึ่งควรจะได้มีการบำบัดน้ำทิ้งประเภทนี้เสียก่อนที่จะระบายลงสู่แม่น้ำลำ คลอง ซึ่งเป็นสาเหตุให้น้ำเน่าเสีย
- สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสกับสารระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่น สารเคมีพวกกรดด่าง สารละลายอินทรีย์เคมี เมื่อสัมผัสบ่อย ๆ เป็นเวลานาน ไขมันที่เคลือบผิวหนัง และสารยึดน้ำในชั้นของผิวหนัง ซึ่งทำหน้าที่รักษาความชื้นจะถูกทำลายไปทีละน้อย ๆ จนขาดความต้านทาน เกิดการอักเสบ ผิวแห้ง และแตกเสียคุณสมบัติ ในการป้องกันการซึมของสารเคมีเข้าสู่ผิว เกิดการระคายเคือง เมื่อถูกสารเคมีอีก แม้เพียงสบู่ ความร้อน ความเย็น หรือติดเชื้อก็จะเกิดได้ง่าย บริเวณใดที่อักเสบ ก็มักจะคันทำให้เกา หรือถูไถบ่อย ๆ หนังบริเวณนั้นจะแปรสภาพหนาขึ้น
- ผงซักฟอกอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ถ้ามีส่วนผสมของด่าง ก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้ผิวหนัง และเยื่อบุของทางเดินอาหารถูกกัดไหม้ และอักเสบ เกิดอาการเจ็บในปาก และลำคอ กระหายน้ำ คลื่นไส้อาเจียน อาเจียนเป็นเลือด กลืนลำบาก หายใจลำบาก ช็อก บางคนอาจมีการแตกทะลุของหลอดอาหาร และกระเพาะ ทำให้กลายเป็นเยื่อบุช่องท้องอักเสบ หรือหลอดอาหารเกิดการตีบตันจากการอักเสบได้
สารฟอสเฟตในผงซักฟอกเป็นสารชนิดหนึ่ง ที่เป็นธาตุอาหารของพืช ดังนั้น จึงควรนำน้ำที่ได้จากการซักผ้าไปรดต้นไม้ เพื่อที่ต้นไม้จะได้รับสารฟอสเฟตในผงซักฟอกเป็นธาตุอาหารต่อไป
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
Wednesday, October 7, 2009
ไขมันในตับ สาเหตุโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ
หากพูดถึง " โรคตับแข็ง " หรือ " มะเร็งตับ " เรามักจะนึกถึงสาเหตุของการเกิดโรค ว่ามาจากการดื่มสุรา ไวรัสตับอักเสบ หรือจากยาบางชนิด แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงตัวการสำคัญอีกประเภท ที่ทำให้เกิดโรคร้ายกับตับได้เช่นกัน คือ " ภาวะไขมันสะสมในตับ " ที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา ซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อย และพบมากขึ้นเรื่อย ๆ
" มะเร็งตับ " เป็นมะเร็งที่พบบ่อยจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่าในปี 2550 ประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากมะเร็งเกือบ 8 ล้านคน หรือ 13% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด มะเร็ง 5 ชนิด ที่พบมากที่สุด ได้แก่ มะเร็งปอด เสียชีวิตปีละ 1.3 ล้านคน รองลงมา คือ มะเร็งกระเพาะอาหาร ปีละเกือบ 1 ล้านคน มะเร็งตับปีละ 6.62 แสนคน มะเร็งลำไส้ใหญ่ปีละ 6.55 แสนคน และมะเร็งเต้านมปีละ 5.02 แสนคน ตามลำดับ
ในประเทศไทย จากข้อมูลสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2551 ในผู้ชายพบมะเร็งตับ และท่อน้ำดี (10.5%) มากเป็นอันดับ 3 รองจากลำไส้ใหญ่ (17.4%) และมะเร็งปอด (16.2%) ส่วนในผู้หญิงพบมะเร็งตับ (3.3%) มากเป็นอันดับ 5 รองจากมะเร็งเต้านม (43%) ปากมดลูก (16.4%) ลำไส้ใหญ่ (8.8%) และปอด (5.2%)
ในอดีตที่ผ่านมา พบว่าผู้ป่วยมะเร็งตับมักจะตรวจพบครั้งแรก เมื่อมีก้อนขนาดใหญ่ หรือในระยะที่เป็นมากแล้ว ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตภายใน 6 เดือน หลังจากที่มีการตรวจคัดกรองหามะเร็งตับ พบว่า 30-40% ของผู้ป่วยสามารถตรวจพบได้ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ถ้าพบก้อนขนาดเล็ก และสามารถผ่าตัดได้ จะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ถึง 50-70%
กลุ่มเสี่ยง
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงของไวรัสตับอักเสบบี ได้แก่ ผู้ชายเอเชียที่อายุมากกว่า 40 ปี และผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี ในรายที่เป็น " ตับแข็ง " และมีครอบครัวเป็นมะเร็งตับ ผู้ป่วยโรคตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบซี แอลกอฮอล์ ภาวะธาตุเหล็กสะสมในตับ สารพิษอะฟลาทอกซิน
เนื่องจาก ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองมะเร็งตับในกลุ่มเสี่ยงมากขึ้น ทำให้สามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่เริ่มแรก โดยที่ยังไม่มีอาการ ผู้ป่วยมะเร็งตับบางรายมาด้วยอาการแสดงจากโรคตับแข็ง เช่น ตาเหลือง ตัวเหลือง น้ำในช่องท้อง เลือดออกจากเส้นเลือดขอดที่หลอดอาหาร ม้ามโต และอาการแสดงอื่น ๆ ของโรคตับแข็ง หรือซึม สับสน อาการแสดงที่เกิดจากมะเร็งตับ ได้แก่ ปวดท้อง น้ำหนักลด ท้องอืดแน่นท้อง เบื่ออาหาร ไข้ ตาเหลือง ตัวเหลือง และตับโต
" ภาวะไขมันสะสมในตับ " คือ ภาวะที่มีการสะสมของไขมันภายในเซลล์ตับ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของ " ไตรกลีเซอไรด์ " โดยอาจมีเพียงการสะสมของไขมันอย่างเดียว หรืออาจมีการอักเสบของตับร่วมด้วย ซึ่งในผู้ป่วยบางรายการอักเสบเรื้อรังนี้ อาจนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับ หรือที่เราเรียกว่า " ภาวะตับแข็ง "
ไขมันเกาะตับพบได้บ่อยแค่ไหน
พบว่าประชากรทั่วไปประมาณ 10-20% มีภาวะไขมันสะสมในตับ โดยการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ และประมาณ 1-3% จะพบการอักเสบเรื้อรังของตับร่วมด้วย โดยจะพบเพิ่มขึ้นในกลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีข้อมูลความชุกของโรคนี้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าคงใกล้เคียงกับข้อมูลของต่างประเทศ
กรณีที่ผู้ป่วยมีค่าการทำงานของตับผิดปกติ นานกว่า 3 เดือน ซึ่งบอกถึงภาวะตับอักเสบเรื้อรัง โดยที่ไม่ได้เกิดจากไวรัสตับอักเสบ บี และซี การดื่มสุรา หรือรับประทานยา พบว่ามากกว่า 60% ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะมีภาวะไขมันสะสมในตับที่อาจเป็นสาเหตุได้
สาเหตุและความเสี่ยงที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา
สาเหตุของโรคนี้ปัจจุบันยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อาจมีหลายปัจจัยร่วมกัน โดยข้อมูลในปัจจุบันเชื่อว่า ปัจจัยสำคัญของการเกิดภาวะไขมันสะสมในตับ คือ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และจากนั้นอาจจะมีกลไกอื่น ที่มากระตุ้นให้เซลล์ตับที่มีไขมันเกาะอยู่นั้น เกิดการอักเสบและการตายของเซลล์ตับลักษณะของผู้ป่วยที่มี ความสัมพันธ์กับการดื้อต่ออินซูลิน ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีลักษณะต่อไปนี้
อาการของไขมันสะสมในตับ
ผู้ป่วยส่วนมากไม่มีอาการ มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจเลือด เช็กสุขภาพ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการจุกแน่นชายโครงด้านขวา หรือในรายที่เป็นมานาน อาจมีอาการเริ่มต้นของภาวะตับแข็ง เช่น อ่อนเพลีย ท้องโต เป็นต้น การตรวจร่างกายโดยแพทย์ ในระยะแรกมักจะปกติ หรือพบแค่ผู้ป่วยรูปร่างอ้วน การตรวจเลือดดูการทำงานของตับจะพบ ค่า ALT และ AST มีค่าสูงกว่าปกติประมาณ 1.5-4 เท่า ซึ่งบ่งถึงการอักเสบของเซลล์ตับ และอาจมีค่า ALP สูงขึ้นเล็กน้อย
การวินิจฉัย
อันตรายของภาวะไขมันเกาะตับ
โดยรวมแล้วไขมันเกาะตับมักมีการพยากรณ์โรคที่ดี เราสามารถแบ่งความรุนแรงของภาวะไขมันเกาะตับได้เป็น 4 ระดับตามลักษณะทางพยาธิวิทยา โดยผู้ป่วยส่วนมากจะอยู่ในระดับที่ 1 และ 2 ซึ่งไม่รุนแรง คือ มีเพียงไขมันสะสมในเซลล์ตับอย่างเดียว หรืออาจมีการอักเสบที่ไม่รุนแรงร่วมด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะสบายดี แม้ว่าจะติดตามไปนาน 10-20 ปี
สำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่มีภาวะไขมันเกาะตับในความรุนแรงระดับ 3 และ 4 คือ มีการอักเสบรุนแรง ทำให้เซลล์ตับบวม และอาจมีพังผืดในตับเกิดขึ้นร่วมด้วย กลุ่มนี้ต้องระวัง เพราะสามารถทำให้เกิดตับแข็งได้ 20-30% ในเวลา 10 ปี และทำให้เสียชีวิตจากโรคตับ หรือมะเร็งตับได้ประมาณ 9% ในเวลา 10 ปี โดยปัจจัยเสี่ยงที่พบในผู้ป่วย ที่จะมีการดำเนินโรคที่รุนแรงนี้ ได้แก่ อายุมาก อ้วนมาก หรือเป็นเบาหวานร่วมด้วย
การปฏิบัติตัวเมื่อรู้ว่าเป็น
ในปัจจุบันยังไม่มียา ที่ได้ผลการรักษาดีมาก หรือหายขาดจากโรคนี้ ดังนั้นการรักษาที่สำคัญ และได้ประโยชน์มากที่สุด ก็คือการลดน้ำหนัก ซึ่งช่วยลดไขมัน และการอักเสบในตับได้จริง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อ้วน อีกทั้งยังมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมด้วย ค่อย ๆ ลดน้ำหนักลงประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อเดือน จนน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ระวังการลดน้ำหนัก ที่เร็วเกินไป หรือลดอย่างผิดวิธี จะทำให้มีผลเสียต่อสุขภาพ และทำให้ตับอักเสบแย่ลง
ควบคุมระดับน้ำตาล และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้การใช้ยาลดไขมัน จะสามารถลดระดับไขมันในเลือด รวมถึงความเสี่ยงของโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่า ยากลุ่มนี้จะลดไขมัน หรือการอักเสบในตับได้ ดังนั้น จึงแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการคุมอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกายเสมอ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า และการใช้ยาที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาสมุนไพร ที่เราไม่ทราบส่วนผสม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อตับโดยตรง
การรักษา
เป้าหมายในการรักษา คือ ลดปริมาณไขมัน และการอักเสบภายในตับ เพื่อป้องกันการเกิดพังผืด หรือตับแข็งในอนาคต ซึ่งยาที่รักษาในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นศึกษาวิจัย แต่มียาหลายตัวที่ใช้เวลาศึกษามานาน และบ่งชี้ว่ามีประโยชน์ ช่วยลดความผิดปกติของค่า ALT และ AST ในเลือดรวมถึงอาจลดปริมาณไขมันและการอักเสบภายในตับลงได้ แต่ยาแต่ละตัวก็อาจจะมีผลข้างเคียงได้ และเหมาะสมกับผู้ป่วยกลุ่มต่าง ๆ กัน
การใช้ยาจึงควรอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งแล้ว ก็ยังมีการรักษาอีกหลายอย่างที่ช่วยให้อาการดีขึ้น และป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ ปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนตับ ในกรณีที่เป็นตับแข็งระยะสุดท้าย สามารถทำได้แล้วในประเทศไทย
ที่มา
พญ.พนิดา ทองอุทัยศรี สถาบันโรคตับและทางเดินอาหาร
โรงพยาบาลสมิติเวช
" มะเร็งตับ " เป็นมะเร็งที่พบบ่อยจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่าในปี 2550 ประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากมะเร็งเกือบ 8 ล้านคน หรือ 13% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด มะเร็ง 5 ชนิด ที่พบมากที่สุด ได้แก่ มะเร็งปอด เสียชีวิตปีละ 1.3 ล้านคน รองลงมา คือ มะเร็งกระเพาะอาหาร ปีละเกือบ 1 ล้านคน มะเร็งตับปีละ 6.62 แสนคน มะเร็งลำไส้ใหญ่ปีละ 6.55 แสนคน และมะเร็งเต้านมปีละ 5.02 แสนคน ตามลำดับ
ในประเทศไทย จากข้อมูลสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2551 ในผู้ชายพบมะเร็งตับ และท่อน้ำดี (10.5%) มากเป็นอันดับ 3 รองจากลำไส้ใหญ่ (17.4%) และมะเร็งปอด (16.2%) ส่วนในผู้หญิงพบมะเร็งตับ (3.3%) มากเป็นอันดับ 5 รองจากมะเร็งเต้านม (43%) ปากมดลูก (16.4%) ลำไส้ใหญ่ (8.8%) และปอด (5.2%)
ในอดีตที่ผ่านมา พบว่าผู้ป่วยมะเร็งตับมักจะตรวจพบครั้งแรก เมื่อมีก้อนขนาดใหญ่ หรือในระยะที่เป็นมากแล้ว ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตภายใน 6 เดือน หลังจากที่มีการตรวจคัดกรองหามะเร็งตับ พบว่า 30-40% ของผู้ป่วยสามารถตรวจพบได้ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ถ้าพบก้อนขนาดเล็ก และสามารถผ่าตัดได้ จะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ถึง 50-70%
กลุ่มเสี่ยง
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงของไวรัสตับอักเสบบี ได้แก่ ผู้ชายเอเชียที่อายุมากกว่า 40 ปี และผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี ในรายที่เป็น " ตับแข็ง " และมีครอบครัวเป็นมะเร็งตับ ผู้ป่วยโรคตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบซี แอลกอฮอล์ ภาวะธาตุเหล็กสะสมในตับ สารพิษอะฟลาทอกซิน
เนื่องจาก ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองมะเร็งตับในกลุ่มเสี่ยงมากขึ้น ทำให้สามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่เริ่มแรก โดยที่ยังไม่มีอาการ ผู้ป่วยมะเร็งตับบางรายมาด้วยอาการแสดงจากโรคตับแข็ง เช่น ตาเหลือง ตัวเหลือง น้ำในช่องท้อง เลือดออกจากเส้นเลือดขอดที่หลอดอาหาร ม้ามโต และอาการแสดงอื่น ๆ ของโรคตับแข็ง หรือซึม สับสน อาการแสดงที่เกิดจากมะเร็งตับ ได้แก่ ปวดท้อง น้ำหนักลด ท้องอืดแน่นท้อง เบื่ออาหาร ไข้ ตาเหลือง ตัวเหลือง และตับโต
" ภาวะไขมันสะสมในตับ " คือ ภาวะที่มีการสะสมของไขมันภายในเซลล์ตับ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของ " ไตรกลีเซอไรด์ " โดยอาจมีเพียงการสะสมของไขมันอย่างเดียว หรืออาจมีการอักเสบของตับร่วมด้วย ซึ่งในผู้ป่วยบางรายการอักเสบเรื้อรังนี้ อาจนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับ หรือที่เราเรียกว่า " ภาวะตับแข็ง "
ไขมันเกาะตับพบได้บ่อยแค่ไหน
พบว่าประชากรทั่วไปประมาณ 10-20% มีภาวะไขมันสะสมในตับ โดยการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ และประมาณ 1-3% จะพบการอักเสบเรื้อรังของตับร่วมด้วย โดยจะพบเพิ่มขึ้นในกลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีข้อมูลความชุกของโรคนี้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าคงใกล้เคียงกับข้อมูลของต่างประเทศ
กรณีที่ผู้ป่วยมีค่าการทำงานของตับผิดปกติ นานกว่า 3 เดือน ซึ่งบอกถึงภาวะตับอักเสบเรื้อรัง โดยที่ไม่ได้เกิดจากไวรัสตับอักเสบ บี และซี การดื่มสุรา หรือรับประทานยา พบว่ามากกว่า 60% ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะมีภาวะไขมันสะสมในตับที่อาจเป็นสาเหตุได้
สาเหตุและความเสี่ยงที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา
สาเหตุของโรคนี้ปัจจุบันยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อาจมีหลายปัจจัยร่วมกัน โดยข้อมูลในปัจจุบันเชื่อว่า ปัจจัยสำคัญของการเกิดภาวะไขมันสะสมในตับ คือ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และจากนั้นอาจจะมีกลไกอื่น ที่มากระตุ้นให้เซลล์ตับที่มีไขมันเกาะอยู่นั้น เกิดการอักเสบและการตายของเซลล์ตับลักษณะของผู้ป่วยที่มี ความสัมพันธ์กับการดื้อต่ออินซูลิน ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีลักษณะต่อไปนี้
- อ้วน โดยเฉพาะอ้วนที่ลำตัวหรือลงพุง คือมีรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว ในผู้ชายหรือมากกว่า 32 นิ้วในผู้หญิง
- เป็นเบาหวาน
- ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไขมันไตรกลีเซอไรด์
- ความดันโลหิตสูง พบว่าผู้ป่วยที่มีลักษณะอย่างน้อย 1 ข้อดังกล่าวจะมีโอกาสเกิดภาวะไขมันสะสมในตับสูงคือประมาณ 80% ของคนอ้วน และ 20-40% ในผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีไขมันสะสมในตับ
- รับประทานอาหารที่มีอะฟลาทอกซิน และเชื้อราผสมอยู่ เช่น ถั่วลิสงคั่ว พริกป่น ข้าวฟ่าง ข้าวโพดอบแห้ง ปลาป่น กระดูกป่น
อาการของไขมันสะสมในตับ
ผู้ป่วยส่วนมากไม่มีอาการ มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจเลือด เช็กสุขภาพ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการจุกแน่นชายโครงด้านขวา หรือในรายที่เป็นมานาน อาจมีอาการเริ่มต้นของภาวะตับแข็ง เช่น อ่อนเพลีย ท้องโต เป็นต้น การตรวจร่างกายโดยแพทย์ ในระยะแรกมักจะปกติ หรือพบแค่ผู้ป่วยรูปร่างอ้วน การตรวจเลือดดูการทำงานของตับจะพบ ค่า ALT และ AST มีค่าสูงกว่าปกติประมาณ 1.5-4 เท่า ซึ่งบ่งถึงการอักเสบของเซลล์ตับ และอาจมีค่า ALP สูงขึ้นเล็กน้อย
การวินิจฉัย
- ตรวจเลือดดูการทำงานของตับ จะพบว่ามีการอักเสบของค่า ALT และ AST สูงกว่าปกติ
- ตรวจเลือดดูระดับน้ำตาล และไขมันอาจมีค่าสูงกว่าปกติ
- ตัดโรคอื่นที่อาจเป็นสาเหตุของภาวะตับอักเสบเรื้อรังออกไป โดยประวัติและการตรวจเลือด เช่น การดื่มสุรา รับประทานยา ไวรัสตับอักเสบบี หรือซี หรือบางรายอาจจำเป็นต้องเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับ
- ตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ จะพบว่าตับมีสีขาวขึ้นกว่าปกติ และอาจมีขนาดโตขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากการที่มีไขมันแทรกอยู่ในเซลล์ตับทั่ว ๆ ไป
- ตรวจโดยวิธีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
- เจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจลักษณะทางพยาธิวิทยา ซึ่งมีประโยชน์ช่วยบอกสาเหตุ และประเมินความรุนแรงของภาวะตับอักเสบ อาจจำเป็นต้องทำในผู้ป่วยบางราย
อันตรายของภาวะไขมันเกาะตับ
โดยรวมแล้วไขมันเกาะตับมักมีการพยากรณ์โรคที่ดี เราสามารถแบ่งความรุนแรงของภาวะไขมันเกาะตับได้เป็น 4 ระดับตามลักษณะทางพยาธิวิทยา โดยผู้ป่วยส่วนมากจะอยู่ในระดับที่ 1 และ 2 ซึ่งไม่รุนแรง คือ มีเพียงไขมันสะสมในเซลล์ตับอย่างเดียว หรืออาจมีการอักเสบที่ไม่รุนแรงร่วมด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะสบายดี แม้ว่าจะติดตามไปนาน 10-20 ปี
สำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่มีภาวะไขมันเกาะตับในความรุนแรงระดับ 3 และ 4 คือ มีการอักเสบรุนแรง ทำให้เซลล์ตับบวม และอาจมีพังผืดในตับเกิดขึ้นร่วมด้วย กลุ่มนี้ต้องระวัง เพราะสามารถทำให้เกิดตับแข็งได้ 20-30% ในเวลา 10 ปี และทำให้เสียชีวิตจากโรคตับ หรือมะเร็งตับได้ประมาณ 9% ในเวลา 10 ปี โดยปัจจัยเสี่ยงที่พบในผู้ป่วย ที่จะมีการดำเนินโรคที่รุนแรงนี้ ได้แก่ อายุมาก อ้วนมาก หรือเป็นเบาหวานร่วมด้วย
การปฏิบัติตัวเมื่อรู้ว่าเป็น
ในปัจจุบันยังไม่มียา ที่ได้ผลการรักษาดีมาก หรือหายขาดจากโรคนี้ ดังนั้นการรักษาที่สำคัญ และได้ประโยชน์มากที่สุด ก็คือการลดน้ำหนัก ซึ่งช่วยลดไขมัน และการอักเสบในตับได้จริง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อ้วน อีกทั้งยังมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมด้วย ค่อย ๆ ลดน้ำหนักลงประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อเดือน จนน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ระวังการลดน้ำหนัก ที่เร็วเกินไป หรือลดอย่างผิดวิธี จะทำให้มีผลเสียต่อสุขภาพ และทำให้ตับอักเสบแย่ลง
ควบคุมระดับน้ำตาล และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้การใช้ยาลดไขมัน จะสามารถลดระดับไขมันในเลือด รวมถึงความเสี่ยงของโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่า ยากลุ่มนี้จะลดไขมัน หรือการอักเสบในตับได้ ดังนั้น จึงแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการคุมอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกายเสมอ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า และการใช้ยาที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาสมุนไพร ที่เราไม่ทราบส่วนผสม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อตับโดยตรง
การรักษา
เป้าหมายในการรักษา คือ ลดปริมาณไขมัน และการอักเสบภายในตับ เพื่อป้องกันการเกิดพังผืด หรือตับแข็งในอนาคต ซึ่งยาที่รักษาในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นศึกษาวิจัย แต่มียาหลายตัวที่ใช้เวลาศึกษามานาน และบ่งชี้ว่ามีประโยชน์ ช่วยลดความผิดปกติของค่า ALT และ AST ในเลือดรวมถึงอาจลดปริมาณไขมันและการอักเสบภายในตับลงได้ แต่ยาแต่ละตัวก็อาจจะมีผลข้างเคียงได้ และเหมาะสมกับผู้ป่วยกลุ่มต่าง ๆ กัน
การใช้ยาจึงควรอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งแล้ว ก็ยังมีการรักษาอีกหลายอย่างที่ช่วยให้อาการดีขึ้น และป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ ปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนตับ ในกรณีที่เป็นตับแข็งระยะสุดท้าย สามารถทำได้แล้วในประเทศไทย
ที่มา
พญ.พนิดา ทองอุทัยศรี สถาบันโรคตับและทางเดินอาหาร
โรงพยาบาลสมิติเวช
Labels:
ไขมันสะสมในตับ,
ไตรกลีเซอไรด์,
มะเร็งตับ,
โรคตับแข็ง
Subscribe to:
Posts (Atom)