ช่วงนี้คนใกล้ตัว ไอ จาม เป็นหวัดกันระนาว จะหลีกหนีให้ไกล หรือใส่ผ้าปิดจมูกกันตลอดเวลาคงไม่สะดวก จึงขอป้องกันตัวเองง่าย ๆ ด้วยการเลือกกิน สร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายกันดีกว่า
บรรดาโรค และอาการ ที่มาเยือนร่างกายเราบ่อย ก็เห็นจะเป็นปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ เป็นหวัดนี่ล่ะ เวลาเป็นที ก็รู้สึกอ่อนเปลี้ย เรี่ยวแรงหดหาย สมองไม่ปรู๊ดปร๊าดอย่างเคย อาการเหล่านี้มีโอกาสเกิดได้ง่าย ถ้าร่างกายคุณอ่อนแอ ขณะที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย กินอาหารไม่ถึง และถ้าบวกเข้ากับอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ วันหนึ่งแทบจะ 3 ฤดู อย่างเช่นทุกวันนี้ ก็ยิ่งมีโอกาสเป็นหวัดกันได้ง่าย ๆ
ดังนั้น เราเลยนำเกร็ดความรู้เรื่องอาหาร ที่จะช่วยทั้งป้องกัน และบำบัดอาการหวัดมาบอก
1 ซุปไก่น้ำแกงชั้นยอด
อาหารง่าย ๆ ที่เรียกได้ว่าเป็น "เพนนิซิลินธรรมชาติ" และถือเป็นท็อปลิสต์ในบรรดาอาหารพิชิตหวัดทั้งหมด ในแง่ที่สามารถบำบัดอาการได้ดีที่สุด ซุปไก่ร้อน ๆ ช่วยให้ทางเดินหายใจสะดวกขึ้น ให้พลังงาน และถ้าเพิ่มผักเข้าไปด้วย โดยเฉพาะหอมใหญ่ กระเทียม ก็จะยิ่งเพิ่มสรรพคุณในการบำบัดอาการมากยิ่งขึ้นค่ะ
2 อาหารเผ็ดซี้ด
อาหารจัดจ้านแบบนี้หล่ะ ช่วยให้จมูกโล่งหายใจสะดวกดีนัก เมนูแนะนำต้องนี่เลย ต้มยำ เพราะมีนานาสมุนไพร ที่นอกจากแก้หวัดแล้ว ยังช่วยขับลม และย่อยอาหาร หรือจะเป็นเปปเปอร์มินต์ซุป หรือจริง ๆ ก็ต้มจืดใบสาระแหน่ สูตรนี้ไม่ยาก เหมือนแกงจืดตำลึงทุกอย่างค่ะ แค่เปลี่ยนจากใบตำลึงเป็นสาระแหน่เท่านั้น เหมาะกับคนที่มีอาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวกมาก ๆ
3 กระเทียมไร้เทียมทาน
ช่วยขับเสมหะ และมีคุณสมบัติเป็นยาแก้อักเสบ และในกระเทียมมีสารตัวหนึ่ง ชื่อ alliin เชื่อกันว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำลายอนุมูลอิสระที่จะมาทำร้ายเซลล์ ช่วงนี้คุณอาจเพิ่มปริมาณกระเทียม ที่ใส่ในอาหารให้มากขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย แต่มีข้อควรระวัง คือ ไม่ควรกินกระเทียมขณะที่ท้องว่าง เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะได้
4 น้ำ
เป็นช่วงที่คุณต้องเติมน้ำให้กับร่างกายมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่าบริสุทธิ์ น้ำผลไม้สด ๆ 100% น้ำอัดลม หรือจะเป็นน้ำจากผัก ผลไม้สด ได้ทั้งนั้น แต่ที่ดีที่สุดก็ต้องน้ำเปล่า สำหรับบางคนการได้ดื่มอะไรร้อน ๆ จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ก็อาจเลือกเป็น ชาสมุนไพร เช่น ชาคาร์โมมายล์ ชาเปปเปอร์มินต์ หรือจะจิบน้ำอุ่น ๆ โรยด้วยมะนาวฝานก็ช่วยได้ดีทีเดียวค่ะ
5 ขุนพลตระกูลส้ม
ช่วงเป็นหวัดร่างกายจะต้องการวิตามินซีมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณเป็นคนที่สูบบุหรี่ ซึ่งมีโอกาสเป็นหวัดง่ายกว่าคนไม่สูบ ร่างกายก็จะต้องการวิตามินป้องกันมากเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้น พยายามกินส้มหรือผลไม้ตระกูลส้มให้มาก ไม่ว่าจะกินผลสดเป็นของหวานปิดท้ายมื้ออาหาร หรือจะเป็นน้ำส้มคั้นในมื้อเช้า ก็แล้วแต่ความชอบความสะดวก แต่ผลไม้ยิ่งสดเท่าไหร่ยิ่งเป็นวิตามินซีคุณภาพกับร่างกายมากเท่านั้น
6 นานาวิตามินซี
ไม่ใช่แค่ผลไม้ตระกูลส้มเท่านั้น ที่มีวิตามินซีสูง ผลไม้ชนิดอื่นก็สามารถร่วมด้วยช่วยกันเป็นกองกำลังช่วยร่างกายต่อสู้กับ อาการจากหวัดได้ เช่น สับปะรด สตรอว์เบอรี่ ฝรั่ง หรือแม้แต่มันฝรั่ง พริกไทยสด ก็มีวิตามินซีสูงเช่นกัน
7 ขิงแก่แต่สด
ขิงสด ๆ ช่วยรักษาอาการไอและไข้ได้ แต่คุณอาจเลือกกิน เป็นน้ำเต้าฮวยร้อน ๆ น้ำขิงชงสำเร็จรูป หรือจะลองทำชาขิงดื่มง่าย ๆ แค่รินน้ำร้อน 1 ถ้วยลงบนขิงสดทุบ 2 ช้อนโต๊ะ ทิ้งไว้ 5 - 10 นาที
Search This Blog
Showing posts with label หวัด. Show all posts
Showing posts with label หวัด. Show all posts
Friday, September 18, 2009
Tuesday, September 8, 2009
ฝนตก...เป็นหวัด? ไอ - จามที่ถูกต้องแบบอเมริกัน
ทำไม...ฝนตกแล้ว...เป็นหวัด ไอจามถูกต้องแบบคนมะกัน
ต้องบอกว่า ตอนนี้ใครๆ ก็กลัวการเป็น "หวัด" ยิ่งฝนหยุด ๆ ตก ๆ แถมข่าวคราวไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังกระหน่ำไม่หยุด ยิ่งไปกันใหญ่ ฟุด ฟิด ฮัดเช้ย ปุ๊บ เป็นเรื่องทันที ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ป้องกันอย่างสุดเหวี่ยง โดยเฉพาะฝนไม่ว่าจะโดนแบบชุดเล็ก หรือชุดใหญ่ก็ตาม
ฝนคือ ตัวปัญหาทำให้เป็นหวัดหรือ ?
คำถามงง ๆ ที่หลายคนยังสงสัย
ที่นี่มีเฉลย...
มาดูก่อนว่า "หวัด" คือ อะไร ?
"หวัด" ก็คือ โพรงจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดหวัด ก็คือ ไวรัสที่มีมากมายเป็นร้อย ๆ ชนิด ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ หรือเกาะอยู่ตามที่ต่าง ๆ รวมถึงมีบางส่วนที่อยู่ในร่างกายของเรา แต่ที่มันไม่โจมตีเรา หรือทำร้ายเราไม่ได้ ก็เป็นเพราะเรายังมีภูมิต้านทานที่แข็งแรงอยู่
ส่วนทำไมฝนตกแล้วเป็นหวัดนั้น หวัดไม่ได้เกิดจากฝน แต่เกิดจากการที่ศีรษะเปียกฝน หรือมือเท้าเปียก จะทำให้อุณภูมิในร่างกายเราลดลง โดยเฉพาะที่โพรงจมูกที่จะลดลง 1 - 2 องศาเซลเซียส อุณหภูมินี้แหละ ที่เหมาะกับการทำงานของไวรัส ยิ่งได้ไวรัสที่ฟุ้ง กระจายในอากาศ หรือที่ติดอยู่ตามที่ต่าง ๆ มาเป็นทัพหนุนด้วยอีก ร่างกายก็จะยิ่งถูกโจมตีหนักเข้าไปอีกทั้งศึกนอกศึกใน
ถ้าไวรัสอยู่ในเยื่อบุจมูก จมูกก็จะผลิตน้ำมูกเพื่อขึ้นมาปิดกั้นเชื้อโรค ก็จะทำให้เกิดอาการคัดจมูก แต่ถ้าเชื้อนี้บุกไปได้ถึงลำคอ ก็จะทำให้เกิดการไอ เจ็บคอ คออักเสบได้
ดังนั้น ถ้าเห็นฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมา ก็ตรงหาที่หลบเลี่ยงเสียก่อน หรือไม่หาสิ่งป้องกันไม่ทำให้หัวเปียก หรือถ้าเปียกก็ต้องรีบเช็ดให้แห้งหรือเป่าให้แห้ง แต่ถ้าเปียกฝนจนหนาวสั่น ก็ต้องรีบทำให้ร่างกายอบอุ่นโดยไว จะอาบน้ำอุ่น หุ่มผ้า แช่เท้าในน้ำอุ่นก็ได้ เป็นการดักทางไม่ให้ไวรัสแพร่เชื้อได้ ขณะเดียวกันก็ต้องรีบเสริมวิตามินซีโดยด่วน เป็นการเพิ่มปราการป้องกันหวัด อีกชั้นหนึ่ง
สำหรับคนที่เพลี่ยงพล้ำไปแล้ว หากเกิดอาการไอหรือจาม ก็ควรต้องดูแลให้ถูกต้อง เพราะการไอหรือจามนี่แหละ มีความเร็วอยู่ที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แถมยังกระจายรอบทิศทางอีกด้วย ดังนั้นปิดปาก ปิดจมูกเสีย แต่การปิดปาก ปิดจมูกนี้ไม่ควรจะใช้มือปิด เพราะมือนี่แหละจะเป็นตัวแพร่เชื้อไปได้อีกทันทีที่ใช้มือไปจับต้องสิ่งต่าง ๆ ที่อเมริกาเขาใช้วิธีสอนวิธีการจามอย่างถูกหลักมาตั้งแต่เด็กๆ เขาสอนอย่างนี้ " จามใส่ข้อพับ ข้อศอก แทนโดยการยกแขนข้างใดข้างหนึ่งมาจับไหล่ของตัวเองฝั่งตรงกันข้ามและให้ยกมุม ข้อศอกปิดปากปิดจมูกของตัวเองแล้วค่อยจาม "
นี่แหละคือวิธีจามที่ดีที่สุด ลดการแพร่เชื้อได้อย่างชะงัด
แต่จะชะงัดไปอีก ก็อย่าลืมใส่หน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมืออยู่เป็นนิจ และกินของร้าน ใช้ช้อนกลางด้วย เป็นการช่วยตัดเส้นสายทำให้ไวรัสเติบโตได้ระดับหนึ่ง
ต้องบอกว่า ตอนนี้ใครๆ ก็กลัวการเป็น "หวัด" ยิ่งฝนหยุด ๆ ตก ๆ แถมข่าวคราวไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังกระหน่ำไม่หยุด ยิ่งไปกันใหญ่ ฟุด ฟิด ฮัดเช้ย ปุ๊บ เป็นเรื่องทันที ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ป้องกันอย่างสุดเหวี่ยง โดยเฉพาะฝนไม่ว่าจะโดนแบบชุดเล็ก หรือชุดใหญ่ก็ตาม
ฝนคือ ตัวปัญหาทำให้เป็นหวัดหรือ ?
คำถามงง ๆ ที่หลายคนยังสงสัย
ที่นี่มีเฉลย...
มาดูก่อนว่า "หวัด" คือ อะไร ?
"หวัด" ก็คือ โพรงจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดหวัด ก็คือ ไวรัสที่มีมากมายเป็นร้อย ๆ ชนิด ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ หรือเกาะอยู่ตามที่ต่าง ๆ รวมถึงมีบางส่วนที่อยู่ในร่างกายของเรา แต่ที่มันไม่โจมตีเรา หรือทำร้ายเราไม่ได้ ก็เป็นเพราะเรายังมีภูมิต้านทานที่แข็งแรงอยู่
ส่วนทำไมฝนตกแล้วเป็นหวัดนั้น หวัดไม่ได้เกิดจากฝน แต่เกิดจากการที่ศีรษะเปียกฝน หรือมือเท้าเปียก จะทำให้อุณภูมิในร่างกายเราลดลง โดยเฉพาะที่โพรงจมูกที่จะลดลง 1 - 2 องศาเซลเซียส อุณหภูมินี้แหละ ที่เหมาะกับการทำงานของไวรัส ยิ่งได้ไวรัสที่ฟุ้ง กระจายในอากาศ หรือที่ติดอยู่ตามที่ต่าง ๆ มาเป็นทัพหนุนด้วยอีก ร่างกายก็จะยิ่งถูกโจมตีหนักเข้าไปอีกทั้งศึกนอกศึกใน
ถ้าไวรัสอยู่ในเยื่อบุจมูก จมูกก็จะผลิตน้ำมูกเพื่อขึ้นมาปิดกั้นเชื้อโรค ก็จะทำให้เกิดอาการคัดจมูก แต่ถ้าเชื้อนี้บุกไปได้ถึงลำคอ ก็จะทำให้เกิดการไอ เจ็บคอ คออักเสบได้
ดังนั้น ถ้าเห็นฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมา ก็ตรงหาที่หลบเลี่ยงเสียก่อน หรือไม่หาสิ่งป้องกันไม่ทำให้หัวเปียก หรือถ้าเปียกก็ต้องรีบเช็ดให้แห้งหรือเป่าให้แห้ง แต่ถ้าเปียกฝนจนหนาวสั่น ก็ต้องรีบทำให้ร่างกายอบอุ่นโดยไว จะอาบน้ำอุ่น หุ่มผ้า แช่เท้าในน้ำอุ่นก็ได้ เป็นการดักทางไม่ให้ไวรัสแพร่เชื้อได้ ขณะเดียวกันก็ต้องรีบเสริมวิตามินซีโดยด่วน เป็นการเพิ่มปราการป้องกันหวัด อีกชั้นหนึ่ง
สำหรับคนที่เพลี่ยงพล้ำไปแล้ว หากเกิดอาการไอหรือจาม ก็ควรต้องดูแลให้ถูกต้อง เพราะการไอหรือจามนี่แหละ มีความเร็วอยู่ที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แถมยังกระจายรอบทิศทางอีกด้วย ดังนั้นปิดปาก ปิดจมูกเสีย แต่การปิดปาก ปิดจมูกนี้ไม่ควรจะใช้มือปิด เพราะมือนี่แหละจะเป็นตัวแพร่เชื้อไปได้อีกทันทีที่ใช้มือไปจับต้องสิ่งต่าง ๆ ที่อเมริกาเขาใช้วิธีสอนวิธีการจามอย่างถูกหลักมาตั้งแต่เด็กๆ เขาสอนอย่างนี้ " จามใส่ข้อพับ ข้อศอก แทนโดยการยกแขนข้างใดข้างหนึ่งมาจับไหล่ของตัวเองฝั่งตรงกันข้ามและให้ยกมุม ข้อศอกปิดปากปิดจมูกของตัวเองแล้วค่อยจาม "
นี่แหละคือวิธีจามที่ดีที่สุด ลดการแพร่เชื้อได้อย่างชะงัด
แต่จะชะงัดไปอีก ก็อย่าลืมใส่หน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมืออยู่เป็นนิจ และกินของร้าน ใช้ช้อนกลางด้วย เป็นการช่วยตัดเส้นสายทำให้ไวรัสเติบโตได้ระดับหนึ่ง
Subscribe to:
Posts (Atom)