Search This Blog

Showing posts with label นิ่ว. Show all posts
Showing posts with label นิ่ว. Show all posts

Thursday, October 29, 2009

ชอบหมูติดมัน...เสี่ยง นิ่วในท่อน้ำดี

คุณไม่จำเป็นต้องอ่านบทความนี้เลย ถ้าคุณไม่สวาปามพวกเนื้อติดมันเป็นนิจศีล ห่างไกลฟาสต์ฟู้ด ระดับไขมันปกติ และไม่เคยปวดตื้อใต้ลิ้นปี่

เริ่มต้นมื้อเช้าด้วยกาแฟร้อน ๆ หอมกรุ่น พร้อมแซนวิชชีสสักชิ้น บีบมายองเนสเพิ่มอีกหน่อย ก่อนออกไปทำงาน กว่าจะประชุมเสร็จก็เที่ยงกว่าแล้ว ต้องรีบกลับมาตรวจเอกสาร เวลาน้อยอย่างนี้ คงหนีไม่พ้นอาหารจานด่วน ที่กินประจำกับชีสเบอร์เกอร์อันโต พร้อมเฟรนช์ฟราย และโคล่า กลับไปทำงานด้วยความอิ่มท้อง และตั้งใจว่า มื้อเย็นจะกินอย่างหรู ด้วยอาหารอิตาเลี่ยน ชุ่มนมเนย

อาหารที่อุดมไปด้วยคอเลสเตอรอล โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนย ชีส ต่าง ๆ นอกจากจะเป็นสาเหตุของภาวะโรคอ้วนแล้ว อาจก่อให้เกิด " โรคนิ่วในทางเดินน้ำดี " อีกด้วย

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับระบบทางเดินน้ำดีกันก่อน ระบบที่ว่าประกอบด้วย ตับ ท่อน้ำดี และถุงน้ำดี ทำหน้าที่เก็บกักน้ำดี เพื่อปล่อยมาช่วยย่อยอาหารมัน ร่วมกับเอนไซม์ในกระเพาะ อาหาร " น้ำดี " จะประกอบด้วยคอเลสเตอรอล, เกลือ, กรดน้ำดี และน้ำ ในปริมาณที่สมดุลกัน แต่หากส่วนประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งเปลี่ยนไป ก็จะส่งผลให้เกิด " นิ่ว "

" นิ่วในท่อน้ำดี " เกิดจากส่วนประกอบของน้ำดี มีความเข้มข้นเกินไป จนตกตะกอนเป็นผลึก หรืออาจเกิดจากถุงน้ำดี ที่ผิดปกติจากโรคบางชนิด เช่น เบาหวาน โรคระบบประสาท ที่ต้องนอนอยู่กับที่นาน ๆ ทำให้การผสมส่วนประกอบต่าง ๆ ของน้ำดีผิดปกติ หรือโรคทางระบบทางเดินน้ำดี ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ เร่งปฏิกิริยาการตกตะกอนให้เร็วขึ้น

นิ่วในทางเดินน้ำดี มี 2 ประเภท คือ

" นิ่วคอเลสเตอรอล "
ที่เกิดจากการบริโภคอาหารมัน หรืออาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง โดยเฉพาะคอเลสเตอรอลจากไขมันสัตว์ รวมไปถึง ยาคุม หรือยาบางประเภท ที่เพิ่มระดับเอสโตรเจนในร่างกาย หรือภาวะการตั้งครรภ์ ที่จะทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) เพิ่มสูง เพิ่มความเข้มข้นของคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงสาเหตุทางกรรมพันธุ์ คนที่ได้รับอาหารทางเส้นเลือด

อีกหนึ่งประเภทคือ " นิ่วผลึกเกลือ " ที่เกิดจากโรคบางชนิด ที่ทำให้มีเกลือเข้าไปในระบบทางเดินน้ำดีจำนวนมาก เช่น โรคเลือดอย่างธาลัสซีเมีย ซึ่งผลึกเกลือจากบิลิรูมินในเม็ดเลือดแดง แตกตัวเข้าสู่ถุงน้ำดีมากผิดปกติ ก่อให้เกิดเป็นนิ่วผลึกเกลือ

ก้อนนิ่วจะ เข้าไปอุดตันท่อทางเดินน้ำดี หรือถุงน้ำดี ทำให้น้ำดีผิดปกติ ระบบทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยจะมาหาด้วยอาการปวดท้อง บริเวณใต้ชายโครงขวา หรือบริเวณใต้ลิ้นปี่ โดยจะปวดตื้อ ๆ หลังมื้ออาหาร หรือหลังการรับประทานอาหารมัน โดยมากอาการปวดนาน 30 นาทีถึง 3 ชั่วโมงแล้วจะหายไปเอง สำหรับผู้ป่วยที่ปวดด้วยลักษณะดังกล่าวเป็นเวลานาน โดยไม่รักษา ก้อนนิ่วจะ ขยายขนาด และไปอุดตัน ทำให้มีอาการไข้สูง หนาวสั่น ตัวเหลือง ตาเหลือง เมื่อตรวจเลือดจะพบว่า ปริมาณเม็ดเลือดขาวสูงมาก เพราะเกิดภาวะท่อน้ำดีอักเสบ จำเป็นต้องฉีดยาแก้อักเสบ หรือเข้ารับการผ่าตัดต่อไป

การรักษา

หากเป็นนิ่วก้อนเล็กกว่า 0.5 เซนติเมตร นิ่วคอเลสเตอรอลจะรักษาด้วยการรับประทานยาละลายก้อนนิ่ว ช่วยต้านการตกผลึกของนิ่วได้ดี เป็นเวลา 6 เดือนติดต่อกัน แต่หากเป็นนิ่วอุดตันในท่อน้ำดี จะใช้วิธีส่องกล้องจากทางปาก แล้วใช้เครื่องมือเข้าไปเกี่ยวก้อนนิ่ว ให้หลุดจากท่อน้ำดี ซึ่งร่างกายจะกำจัดไป พร้อมของเสียทางลำไส้ใหญ่

การผ่าตัดเป็นวิธีรักษามาตรฐาน สำหรับนิ่วก้อนใหญ่ ปัจจุบันมีทั้งการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง แต่มีแผลใหญ่ ใช้เวลาพักฟื้น 1-2 สัปดาห์ และการผ่าตัดส่องกล้อง ที่มีแผลเล็ก ใช้เวลาพักฟื้นน้อยลง

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคใช้คลื่นเสียงสลายก้อนนิ่ว แต่สำหรับนิ่วในระบบทางเดินน้ำดี พบว่า การใช้คลื่นเสียงให้ผลการรักษาที่ไม่ดีนัก จึงไม่เป็นที่นิยม

กลุ่มเสี่ยง

กลุ่มเสี่ยงเป็นนิ่วในระบบทางเดินน้ำดี คือ ผู้หญิงวัยตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เรียกว่ามากกว่าผู้ชายวัยเดียวกัน 2-3 เท่า เนื่องจากเป็นกลุ่ม ที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนเยอะ และยิ่งแก่ตัว ก็ยิ่งเพิ่มปริมาณฮอร์โมนขึ้น นอกจากนี้ คนที่อยู่ในภาวะอ้วน ก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน แม้อุบัติการณ์ในไทยจะมีไม่มากนัก จากตัวเลขสำรวจเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่มีผู้ป่วยด้วยโรคนิ่วในระบบทางเดินน้ำดีเพียง 3-5% ของประชากรทั้งหมด และส่วนมากจะเป็นนิ่วผลึกเกลือ

อย่างไรก็ดี รูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการกิน อาหาร ทำให้คนนิยมอาหารจานด่วน หรืออาหาร ที่มีคอเลสเตอรอลสูง แนวโน้มของผู้ป่วยโรคนิ่วในระบบทางเดินน้ำดี จะเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน และความรุนแรงของโรคก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

แม้จะเป็นโรคที่ฟังดูไม่ร้ายแรง แต่หากมีนิ่วอุดตัน และติดเชื้อทั้งในท่อน้ำดี และกระแสเลือด อาจรุนแรงถึงตายได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรจะควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้อ้วนมากเกินไป, ควบคุมอาหาร, หลีกเลี่ยงของมัน, เพิ่มอาหารที่มีกากใย, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, หลีกเลี่ยงการใช้ยาฮอร์โมนเป็นระยะเวลานาน

ที่สำคัญ หากพบอาการเบื้องต้น คือ ปวดท้องตื้อบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือบริเวณใต้ลิ้นปี่ หลังมื้ออาหาร หรือหลังการรับประทานอาหารมัน ควรรีบปรึกษาแพทย์

ที่มา
นพ. วิชัย อยู่ยงวัฒนา
อายุรแพทย์ด้านระบบทางเดินอาหารและโรคตับ
โรงพยาบาลปิยะเวท

Friday, October 16, 2009

การปัสสาวะ



คำถามเกี่ยวกับการปัสสาวะที่ห้ามละเลย


หากมีปัญหาเกี่ยวกับระบบปัสสาวะ จะมีวิธีรักษาอย่างไร? อาการปวดแสบเวลาปัสสาวะ แล้วเพศหญิง หรือเพศชายที่มีโอกาสเป็นได้มากกว่ากัน มีวิธีป้องกันอย่างไร และมีอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงกับการเป็นโรคเกี่ยวกับระบบปัสสาวะได้บ้าง?

อาการปวดแสบปวดร้อนในขณะถ่ายปัสสาวะ บางครั้งก็รู้สึกอยากปัสสาวะบ่อย ๆ แต่ก็มักจะปัสสาวะไม่ออก ยิ่งไปกว่านั้นปัสสาวะดังกล่าว ยังมีกลิ่นฉุน เป็นสีขุ่น บางครั้งอาจมีเลือด หรือหนองปน มิหนำซ้ำยังมีอาการเจ็บ เมื่อกดตรงบริเวณหัวหน่าวอีกด้วย จากลักษณะอาการดังกล่าวส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากการอักเสบติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะ โดยสาเหตุสำคัญ อาจเป็นเพราะความอับชื้น ที่ส่งผลให้เชื้อโรคบางชนิด ที่อาศัยอยู่แถวบริเวณจุดซ่อนเร้นเจริญเติบโตและขยายพันธุ์มากขึ้น จนทำให้เกิดการอักเสบกับอวัยวะดังกล่าว และอาจลุกลามไปยังอวัยวะอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกัน

ทำไมผู้หญิงหลายคน จึงมักจะมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบปัสสาวะกันมาก??

จากสถิติของการป่วยด้วยโรค เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะพบว่า มีผู้หญิงป่วยมากกว่าผู้ชาย 20-50 เท่า ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น เป็นผลมาจากสรีระร่างกายของผู้หญิง โดยท่อปัสสาวะของผู้หญิงจะสั้นกว่าท่อปัสสาวะของผู้ชาย ยิ่งไปกว่านั้น รูปิดเปิดของท่อปัสสาวะ ก็อยู่ใกล้กับทวารหนักมากกว่า จึงเปิดโอกาสให้เชื้อโรคผ่านเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้โดยง่าย นอกจากนี้ปากช่องคลอดก็อยู่ห่างจากท่อปัสสาวะ ไม่น่าจะเกินหนึ่งเซนติเมตร ดังนั้น การที่เชื้อโรคต่าง ๆ จะเดินทางไปมาหาสู่ จนทำให้ท่อปัสสาวะเกิดการติดเชื้อ จึงไม่ใช่เรื่องยาก

ยิ่งเมื่อสูงวัยขึ้น ชั้นเคลือบผิวซึ่งทำหน้าที่ปกป้องผิว ก็จะยิ่งบางและอ่อนแอลง ทำให้ไม่อาจต้านทานเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ดี อย่างไรก็ดี การรักษาสุขอนามัยในบริเวณจุดซ่อนเร้นดังกล่าว หากทำบ่อยมาก หรือใช้สบู่ที่แรงเกินไปก็ใช่ว่าจะดี เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองหนักขึ้น

อาหารการกินใดบ้าง ที่จะช่วยป้องกันโรคนี้ และสามารถช่วยเสริมสร้างการทำงานของไต และกระเพาะปัสสาวะได้??

ที่สำคัญและจำเป็นอันดับแรก คือ ต้องดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร ยิ่งเป็นน้ำผลไม้สด ที่มีวิตามินซีสูงก็ยิ่งดี นอกจากนี้ ก็ควรจะลดการรับประทานอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผักโขม และผักตระกูลกะหล่ำ ส่วนผักชนิดอื่น ๆ และผลไม้ต่าง ๆ ควรรับประทานเพิ่มขึ้น

เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ก่อนร่วมเพศทุกครั้งควรดื่มน้ำสักหนึ่งแก้ว และหลังจากร่วมเพศแล้วควรจะปัสสาวะทุกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้น้ำปัสสาวะช่วยขับไล่ หรือชะล้างเชื้อโรค ที่อาจจะหลงเล็ดลอด เข้าไปในท่อปัสสาวะออกไป

เพราะเหตุใด การให้ความอบอุ่นแถว ๆ บริเวณหน้าท้อง จึงช่วยบรรเทาอาการป่วยดังกล่าวให้ดีขี้น??

การให้ความอบอุ่นแก่บริเวณดังกล่าว มีส่วนช่วยที่สำคัญมาก เพราะความเย็นจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ และส่งผลให้เชื้อโรคเข้าจู่โจมร่างกายได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่ความอบอุ่น จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่า นอกจากนี้ การประคบหน้าท้องด้วยความร้อน ก็จะช่วยทำให้ขับปัสสาวะออกได้ดีขึ้น


นิ่วในระบบปัสสาวะมีอาการอย่างไร??

เป็นที่ทราบกันดีว่า " โรคนิ่วในระบบปัสสาวะ " เมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้ว ก็จะสร้างความเจ็บปวดทรมานในขณะปัสสาวะได้เป็นอย่างมาก บางรายถึงกับปัสสาวะมีเลือดปน เป็นไข้ และอาจทำให้เกิดอาการปวดหลังแถว ๆ บั้นเอว ปวดท้องน้อย ปวดเหนือหัวหน่าว หรือปวดบริเวณอวัยวะเพศ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของนิ่วว่า เกิดขึ้นตรงจุดใด โดยขนาดของความปวดจะพอ ๆ กับเวลาปวดจะคลอดลูกอย่างไงอย่างงั้น

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดนิ่วดังกล่าวขึ้น??

สาเหตุหลัก ๆ ของการเกิดนิ่วส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากภาวะโภชนาการ นอกจากนี้ก็มีบ้างในบางกรณี ที่เป็นโรคนี้มาตั้งแต่กำเนิด

กรณีที่มีสาเหตุ จากภาวะโภชนาการ นักวิชาการหลายท่านยืนยันว่า นิ่วของระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นผลมากจากการดื่มน้ำน้อยเกินไป รวมถึงการรับประทานแต่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ในปริมาณสูงอยู่เป็นประจำ ทำให้ร่างกายเสียสมดุลของน้ำ และทำให้สารแคลเซียมและฟอสเฟตถูกขับออกทางปัสสาวะ ซึ่งหากขับไม่ทัน ก็จะทำให้เกิดการตกผลึก เมื่อผลึกรวมตัวกันมากขึ้น ทางเดินปัสสาวะก็ตีบตัน และเมื่อเวลาผ่านไปเป็นแรมเดือน แรมปี ผลึกดังกล่าว ก็จะมีขนาดโตขึ้น จนกลายเป็นก้อนนิ่วที่ขัดขวางการขับถ่ายปัสสาวะ

กรณีที่มีสาเหตุมาตั้งแต่เกิด เป็นผลมาจากการทำงานที่ผิดปกติของต่อมพาราไทรอยด์ ซึ่งทำให้ต่อมนี้ ไม่สามารถจะควบคุมระดับของแคลเซียมและฟอสเฟต ให้ดูดซึมเข้าไปเสริมสร้างกระดูกได้ ส่งผลให้ระดับของสารดังกล่าวถูกขับออกสู่ระบบปัสสาวะแล้ว ไปตกตะกอนเป็นก้อนนิ่วอยู่ในระบบทางเดินปัสสาวะ

มีวิธีการใดบ้างที่จะช่วยกำจัดนิ่วดังกล่าวให้หมดไป??

การตัดสินใจว่า จะกำจัดนิ่วออกไปด้วยวิธีใดนั้น บางครั้งก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของการเกิดนิ่ว และขนาดของนิ่ว ประกอบกับสภาพไตของผู้ป่วย ทั้งนี้ วิธีการกำจัดนิ่วมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี คือ
  1. รักษาโดยให้ยาแก้ปวดและยาขับปัสสาวะ ใช้ในกรณีที่นิ่วมีขนาดเล็กกว่า 0.7 เซนติเมตร ซึ่งโอกาสที่นิ่วจะหลุดออกมาได้เอง มีความเป็นไปได้ถึงประมาณร้อยละ 60-70
  2. ใช้เครื่องมือขบนิ่ว วิธีนี้จะเหมาะกับนิ่วขนาดเล็ก ที่เกิดขึ้นในท่อปัสสาวะ หรือในกระเพาะปัสสาวะ โดยแพทย์จะทำการส่องกล้องผ่านเข้าไปทางท่อปัสสาวะ
  3. ทำลายก้อนนิ่วโดยใช้พลังงาน เช่น แสงเลเซอร์ อัลตร้าโซนิกส์ หรืออิเล็กโตรไฮโดรลิก ร่วมกับการส่องกล้องผ่านทางท่อปัสสาวะและท่อไต วิธีนี้เหมาะกับนิ่วขนาดเล็กที่เกิดขึ้นในท่อไตส่วนล่าง
  4. สลายนิ่วโดยใช้คลื่นพลังงานสูง วิธีการนี้เหมาะกับการใช้สลายนิ่วได้ โดยไม่ทำให้ผู้ป่วยมีบาดแผล เพราะคลื่นพลังงานสูงที่ปล่อยออกไป จะผ่านทะลุผิวเข้าไปสลายก้อนนิ่วได้โดยตรง และหลังจากที่นิ่วสลายเป็นผุยผงแล้ว นิ่วดังกล่าวก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะ

อย่างไรก็ดี วิธีการทั้งหลายเหล่านี้จะใช้ได้ผลดีกับนิ่วขนาดเล็กเท่านั้น ส่วนการสลายนิ่วขนาดใหญ่นั้น อาจจะต้องใช้วิธีส่องกล้องผ่านทางช่องท้อง แล้วใช้เครื่องมือขบ หรือสลายนิ่วโดยใช้พลังงานต่าง ๆ ดังกล่าว

ระหว่างระบบการทำงานของไต กับความดันโลหิต ทั้งสองระบบมีความสัมพันธ์กันอย่างไร??

เนื่องจาก " ไต " มีหน้าที่สำคัญในการกรองของเสียออกจากเลือด ในเวลาเพียง 1 นาที จะมีเลือดผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่เข้ามาสู่ไตถึง 0.2 ลิตร โดยสารที่ใช้ไม่ได้จากเลือด ไตจะเก็บกักไว้ เพื่อเตรียมขับถ่ายออกไปทางปัสสาวะ ส่วนสารที่ยังใช้ประโยชน์ได้ ไตจะปล่อยให้ไหลกลับไปทางหลอดเลือดดำใหญ่ หมุนเวียนต่อเนื่องกันไปเช่นนี้อย่างเป็นระบบ

แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ระบบการกรองของเสียของไตผิดปกติ ความผิดปกติดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อความดันโลหิต หรือระบบการไหลเวียนของโลหิตได้ ในทางตรงกันข้าม หากการไหลเวียนของโลหิตเกิดผิดปกติ โดยเฉพาะความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้นสูง ย่อมจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณของเลือดที่ไหลเข้ามาในไต และทำให้การกรองของเสียของไตพลอยทำงานอย่างผิดพลาดบกพร่องไปด้วย

มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ที่ผู้ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบปัสสาวะ จะต้องรับประทานยาแอนตี้ไบโอติกหรือยาปฏิชีวนะ??

ปัจจุบัน เรายังไม่มียาอื่นใด ที่เป็นทางเลือกที่ดีกว่ายานี้ เพราะยานี้สามารถจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน อันเนื่องจากเชื้อลุกลามได้ ทั้งกับอวัยวะที่ป่วยอยู่แล้ว รวมถึงอวัยวะส่วนอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกัน ดังนั้นผู้ป่วยด้วยโรคนี้ จึงจำเป็นต้องพึ่งยาแอนตี้ไบโอติกหรือยาปฏิชีวนะ เพื่อช่วยยับยั้งการติดเชื้อ และเยียวยารักษาปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ดีการใช้ยานี้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง และควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นอาจทำให้เชื้อดื้อยาได้

เกร็ดน่ารู้ ระบบปัสสาวะประกอบด้วยอวัยวะใดบ้างและแบ่งงานกันอย่างไร??

เริ่มต้นจาก ไตทั้งสองข้าง ซึ่งมีบทบาทในการช่วยกรองของเสียออกจากเลือด และขับถ่ายของเสียที่กรองได้ ผ่านไปตามท่อไต เพื่อลงไปสู่กระเพาะปัสสาวะ ในขณะที่กระเพาะปัสสาวะซึ่งประกอบขึ้นด้วยกล้ามเนื้อ ที่สามารถขยายและหดตัวได้ ตามคำสั่งการของสมองส่วนไฮโปธารามัส เพื่อรองรับกักเก็บน้ำปัสสาวะไว้ และขับออกไป เมื่อน้ำปัสสาวะเต็มหรือเมื่อถูกสมองสั่งการก็ได้ โดยขับผ่านท่อปัสสาวะออกสู่ภายนอกร่างกาย ท่อปัสสาวะนี้ ในเพศชายจะมีความยาวถึง 18 เซนติเมตร ส่วนในเพศหญิงจะยาวเพียง 3-4 เซนติเมตรเท่านั้น และนี่เองที่เป็นสาเหตุหนึ่ง ซึ่งทำให้ระบบปัสสาวะของผู้หญิงติดเชื้อได้โดยง่าย