Search This Blog

Wednesday, January 20, 2010

เลือด คืออะไร?

เลือด คืออะไร?

"เลือด" หรือโลหิต (blood) เป็นของเหลวสีแดง ที่ไหลเวียนอยู่ภายในเส้นเลือดทั่วร่างกาย โดยอาศัยการสูบฉีดของหัวใจ  และอวัยวะสำคัญที่ร่างกายมนุษย์ ใช้ในการสร้างเม็ดโลหิต คือไขกระดูก ในร่างกายของคนเรา มีโลหิตมากน้อย ตามน้ำหนักของแต่ละคน คิดโดยประมาณ 80 ซีซี ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม  ดังนั้น ถ้าท่านมีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ท่านจะมีโลหิตประมาณ 4,000 ซีซี  (สำหรับผู้ใหญ่ปกติ) จะมีเลือดไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ประมาณ 5 – 6 ลิตร  

หน้าที่สำคัญของเลือด คือ
ขนส่งก๊าซออกซิเจนจากปอด ไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์เนื้อเยื่อ มายังปอด เพื่อขับถ่ายออกจากร่างกายต่อไป  นอกจากนี้ เลือดยังทำหน้าที่ขนส่งสารต่าง ๆ เช่น กรดอะมิโน ฮอร์โมน วิตามินไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และนำของเสียต่าง ๆ จากเซลล์ไปขับออกจากร่างกาย เช่น นำยูเรียไปขับออกที่ไต เป็นต้น

เลือด ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ส่วน
คือ ส่วนที่เป็นของเหลว เรียกว่า พลาสมา (plasma)  ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 55 ของปริมาณเลือดทั้งหมด และส่วนที่เป็นของแข็ง ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือด  (cellular components) ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 45 ของปริมาณเลือดทั้งหมด

เม็ดเลือด มี 3 ชนิด คือ
  1. -เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่หลักในการนำออกซิเจน และอาหารที่ย่อยแล้ว ส่งไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย และรับของเสีย รวมทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากเซลล์
  2. -เม็ดเลือดขาว มีหน้าที่ป้องกันร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม มีส่วนสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย 
  3. -เกล็ดเลือด มีความจำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด ในเวลาที่มีบาดแผลส่วนพลาสมา คือ ส่วนที่เป็นของเหลวสีเหลือง ทำให้เม็ดเลือดลอยตัวอยู่ได้

เม็ดเลือดแดง (red blood cells)
  1. เม็ดเลือดแดง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7-8 ไมโครเมตร รูปร่างเหมือนจาน แต่บุ๋มตรงกลางทั้งสองข้าง
  2. เม็ดเลือดแดงมีอยู่ทั้งหมด ประมาณร้อยละ 40-50 ของปริมาตรเลือดทั้งหมดของร่างกาย หรือปริมาณ 4-5 ล้านเซลล์ ต่อเลือดหนึ่งมิลลิลิตร
  3. เม็ดเลือดแดง มีอายุในกระแสโลหิตได้นานประมาณ 120 วัน โดยทั่วไปในวันหนึ่ง ๆ มีการสร้างเม็ดเลือดออกมาใหม่ ประมาณร้อยละ 9 ของจำนวนทั้งหมด ที่มีอยู่ในร่างกาย
  4. โครงสร้างของเม็ดเลือดแดง ประกอบด้วย สารไลโปโปรตีน (โปรตีน และไขมัน) และมีสารโปรตีนที่จับกับเหล็ก ที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญ ในการจับนำเอาออกซิเจนจากปอด ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายทางเส้นเลือดแดง และนำคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียจากเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ กลับไปยังปอด เพื่อถ่ายทอดออกทิ้งไปทางเส้นเลือดดำ
  5. ในคนปกติ ผู้ชาย จะมีฮีโมโกลบิน ประมาณ 14-18 กรัมในเลือด 100 มิลลิลิตร ผู้หญิงจะมีฮีโมโกลบินประมาณ 12-14 กรัมในเลือด 100 มิลลิลิตร
  6. หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของฮีโมโกลบิน คือ รักษาดุลความเป็นกรดด่างของเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์พอดี
เม็ดเลือดขาว (white blood cells)
  1. เม็ดเลือดขาว มีอยู่ประมาณ 5,000-10,000 เซลล์ ในเลือดหนึ่งมิลลิลิตร
  2. ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาว 5 ชนิดต่างกัน โดยอาศัยคุณลักษณะในการติดสีที่ใช้ย้อม และลักษณะของนิวเคลียส เมื่อส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์
  3. นิวโตรฟิล มีหน้าที่กำจัดบัคเตรี หรือสิ่งแปลกปลอม ที่เป็นเม็ดเล็ก ๆ เมื่อมีเชื้อจุลินทรีย์เข้าสู่ร่างกาย จะถูกนิวโตรฟิลจับเข้าไปในไซโตพลาสซึม ซึ่งมีแกรนนูลของนิวโตรฟิล คือ ไลโซโซมส์อยู่   ไลโซโซมส์เป็นถุง ซึ่งภายในบรรจุน้ำย่อยจำพวกเหล่านี้ ออกมาย่อยเชื้อจุลินทรีย์ และสิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดเล็ก ๆ เหล่านี้
  4. ลิมโฟไซท์ ที่กำเนิดมาจากต่อมไธมัส ซึ่งเป็นแหล่งกลางของปฏิกิริยาทางอิมมูน เป็นตัวส่งลิมโฟไซท์ออกไป ให้กำเนิดแก่ลิมโฟไซท์ในอวัยวะน้ำเหลืองอื่น ๆ ลิมโฟไซท์ชนิดนี้ มีความจำ และจะทำลายสิ่งที่ไม่เหมือนตัวเอง
  5. ลิมโฟไซท์ ที่กำเนิดมาจากต่อมน้ำเหลืองของระบบทางเดินอาหาร ทำหน้าที่สร้างแอนติบอดี้ และควบคุมภาวะไวเกินจากภูมิคุ้มกันส่วนเซลล์
  6. โมโนไซท์ มีหน้าที่ป้องร่างกาย เช่นเดียวกับนิวโตรฟิล สามารถกินเชื้อจุลินทรีย์ เช่น บัคเตรี เชื้อรา ยีสต์ หรือแม้แต่เม็ดเลือดแดง โดยที่โมโนไซท์ สามารถกินของใหญ่ ๆ ได้  บางทีจึงเรียกกันว่า แมคโครเฟจ เทียบกับนิวโตรฟิล ซึ่งเรียกว่า ไมโครเฟจ  โมโนไซท์มีชีวิตในกระแสโลหิต ที่หมุนเวียนเพียงระยะสั้นเท่านั้น ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายเข้าสู่เนื้อเยื่อ แล้วเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็น ฮิสติโอไซท์
  7. เบโซฟิล หรือ มาสท์เซลล์   ปัจจุบันเชื่อว่า มีบทบาทสำคัญยิ่งในปฏิกิริยาภูมิแพ้ จากปฏิกิริยาของแอนติเจนกับแอนติบอดี้ โดยไปทำให้เม็ดแกรนนูลของเบโซฟิลสลายตัว และปล่อยสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นสาร ที่ทำให้มีอาการแพ้ออกมา อาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไป ตามลักษณะอวัยวะที่เกิด เช่น ถ้าเป็นที่ผิวหนัง ทำให้มีอาการคัน ถ้าเป็นที่หลอดลม ทำให้หลอดลมตีบ ทำให้มีอาการเป็นหืด หรือถ้าหาก มีสารฮิสามีนจำนวนมากเข้าไปในกระแสโลหิต อาจทำให้เกิดอาการช็อคได้ เช่น ในกรณีของการแพ้เพนิซีลลิน เป็นต้น
  8. อีโอซิโนฟิล เชื่อว่ามีหน้าที่เกี่ยวกับการขจัดฤทธิ์ของฮิสตามีน และเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อปาราสิต
เกล็ดเลือด (platelet)
  1. เกล็ดเลือด มีกำเนิดมาจาก ไซโตพสาสซึมของเมกาคาริโอไซท์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  อยู่ในไขกระดูก คือ มีขนาดประมาณ 35-160 ไมโครเมตร
  2. ภายในไซโตพลาสซึม มีเม็ดแกรนนูล  นอกจากนั้นแล้ว ไซโตพลาสม์ยังมีขาเทียมเล็ก ๆ ยื่นออกมาเป็นจำนวนมาก และต่อมาจะหลุดออกมา เป็นเกล็ดเลือด
  3. เกล็ดเลือด มีจำนวนประมาณ 150,000 - 450,000 เซลล์ ในจำนวนเลือดหนึ่งมิลลิลิตร
  4. เกล็ดเลือดมีชีวิตอยู่ ในกระแสโลหิตได้นาน ประมาณ 8-11 วัน
  5. เกล็ดเลือดมีหน้าที่สำคัญ เกี่ยวกับการห้ามเลือดโดยตรง

ที่มา
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพฯ

Tuesday, January 19, 2010

เก๋ากี้ ... สมุนไพรพื้นบ้าน

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า สังคมที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ถือเป็นสังคมที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนานาประเภท มนุษย์เราสามารถพิชิตโรคแปลก ๆ ใหม่ ๆ สารพัดชนิด ที่เกิดขึ้นมากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต อันเป็นผลจากการพัฒนาการทางการแพทย์ ที่มีการวิจัยและสกัดตัวยาชนิดต่าง ๆ  พร้อมกับเครื่องมือการแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งช่วยยืดอายุให้กับผู้ป่วยจำนวนนับไม่ถ้วน

ความสมบูรณ์ทางร่างกายเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะนำพาให้มนุษย์เรามีเรี่ยวแรง และสติปัญญาในการวัฒนาสังคม ให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป หากแต่ในช่วงที่โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กำลังระบาดอย่างรวดเร็ว และยังไม่สามารถคิดค้นวัคซีนยับยั้งการติดเชื้อ ผู้คนจึงหันกลับมาให้ความสำคัญกับสมุนไพรพื้นบ้านที่อยู่ใกล้ตัวอีกครั้ง

เก๋ากี้
เก๋ากี้ คือ สมุนไพรเม็ดแดง ๆ ที่เมื่อบิออกดูด้านในแล้ว จะพบกับเม็ดเล็ก ๆ สีขาว ๆ อยู่ภายในเม็ดเก๋ากี้ แต่ก็สามารถรับประทานได้ทั้งเม็ด โดยไม่ส่งผลเสียใด ๆ ต่อสุขภาพ ภาษิตจีนบทหนึ่ง กล่าวถึงเก๋ากี้ไว้ว่า "เก๋ากี้โลกอยู่ที่เมืองจีน เก๋ากี้จีนต้องที่หนิงเซี่ย" อธิบายความให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย เป็นแหล่งกำเนิด และแหล่งผลิตเก๋ากี้ที่สำคัญของจีนและของโลก

โดยเฉพาะตำบลจงหนิง ที่เมื่อถึงฤดูเก็บเม็ดเก๋ากี้แล้ว จะเห็นสวนเก๋ากี้ ที่เต็มไปด้วยต้นเก๋ากี้สูงท่วมหัว เรียงรายเป็นทิวแถว ขนาดของเก๋ากี้ที่จงหนิงใหญ่ และมีความสดมาก เปลือกบาง แต่เนื้อแน่นรสหวานชุ่มคอ มีลักษณะแบน แต่ก็ไม่กลมยาวรี แต่ไม่ลีบ ไม่จับตัวเป็นก้อน จึงสามารถเก็บไว้ได้นาน

ในปี ค. ศ. 1995 ทางรัฐบาลประกาศให้ตำบลจงหนิง เป็น "บ้านเกิดเก๋ากี้จีน"  ดังนั้น เก๋ากี้ที่ผลิตจากพื้นที่แถบนี้ ล้วนเป็นเก๋ากี้ที่ได้รับการการันตี เรื่องคุณภาพ ในบริเวณอื่น ๆ ของประเทศก็มีการปลูกเช่นกัน อย่างเช่น  มณฑลเหอเป่ย์ มณฑลซานตง มณฑลเจียงซู มณฑลเจ้อเจียง ฯลฯ

เก๋ากี้ ที่มานำสกัดเป็นตัวยานั้น มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 2,000 ปีแล้ว เนื่องจากเป็นยา ที่มีสรรพคุณนานัปการ ทำให้ชาวจีนตระหนักถึงความจำเป็น ในการเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ จึงมีการคิดค้นวิธีการเพาะชำขึ้นมาราว 600 ปีก่อนหน้านี้

จุดเด่นของการปลูกเก๋ากี้ คือ สามารถปลูกได้ในสภาวะอากาศที่แห้งแล้ง เพราะเป็นพืชที่มีความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมสูง ไม่กลัวการคุกคามจากหนอนและแมลง ทั้งยังสามารถเติบโตได้ดีในสภาพดินทราย และอากาศแห้งแล้ง  นั่นเป็นเหตุผลประการสำคัญ ที่ทำให้เก๋ากี้ที่ปลูกในตำบลจงเซี่ยนกลายเป็น เก๋ากี้ชนิดที่มีคุณภาพดีที่สุด เพราะสอดคล้องกับปัจจัยการเจริญเติบโตดังกล่าว

สรรพคุณของ เก๋ากี้
ถ้าจะสาธยายถึงสรรพคุณของสมุนไพรเล็กพริกขี้หนูตัวนี้ คงต้องใช้พื้นที่เล็กน้อย เพราะมีประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ดวงตามีความกระจ่างใส ลดความดันโลหิต สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยลดอาการตาฝ้าฟาง และกระหายน้ำในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ชะลอความแก่ บรรเทาความเหนื่อยล้า กำจัดพิษ บำรุงระบบสืบพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก ฯลฯ

สำหรับ โรคที่พบเห็นบ่อย ๆ อย่างความดันโลหิตสูง สามารถต้มเก๋ากี้ 15 กรัมกับน้ำ ดื่มแทนน้ำชา หรือ ผู้ที่เป็นโรคสายตาฝ้าฟางในตอนกลางคืน ความสามารถในการมองเสื่อม สามารถนำเก๋ากี้ 6 กรัม ไปต้มกับดอกเก๊กฮวยขาวในปริมาณเท่ากัน ดื่มแทนน้ำชา จะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้เป็นอย่างดี  หรือสามารถกินเก๋ากี้สด ๆ 20 - 30 เม็ด จะช่วยบรรเทาอาการสายตาฝ้าฟาง และชะลอความแก่ ทั้งนี้ จะต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลาระยะหนึ่ง จึงเกิดประสิทธิภาพ

ด้วยสรรพคุณในด้านการเป็นตัวยาบำรุงร่างกาย จึงมีการนำเก๋ากี้ไปแช่น้ำ หรือแช่เหล้า แล้วปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน จากนั้นก็นำมาดื่มเพื่อบำรุงอวัยวะภายใน แต่ใช่ว่าเก๋ากี้จะเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย  เพราะตัวสมุนไพรมีฤทธิ์ร้อน  ดังนั้น ผู้ที่ป่วยเป็นไข้ตัวร้อน ปรากฏมีอาการอักเสบ หรือท้องเดิน จึงไม่เหมาะที่จะรับประทาน เพราะอาจทวีความรุนแรงให้กับโรคได้ เนื่องจากเป็นตัวยา ที่กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวของเส้นประสาท จึงไม่เหมาะกับ ผู้ที่มีความต้องการทางเพศสูงเช่นกัน ในทางกลับกัน เก๋ากี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ และมีภูมิคุ้มกันต่ำ

เป็นที่ทราบกันดีว่า อาหารเสริมนานาชนิดไม่เหมาะที่จะรับประทาน ในปริมาณมากเกินความจำเป็น  ในฐานะที่เป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายชนิดหนึ่ง จึงมีประโยชน์สูงสุดต่อเมื่อ รับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ โดยผู้ใหญ่สามารถรับประทานวันละ 20 กรัม แต่หากต้องการนำไปใช้เป็นตัวยารักษาโรค  สามารถเพิ่มปริมาณเป็น 30 กรัมต่อวัน โชคดีที่ผลการวิจัยทางการแพทย์ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่า เก๋ากี้เป็นสมุนไพรที่ปลอดสารพิษ สามารถใช้ประกอบอาหาร หรือสกัดเป็นตัวยา และใช้เป็นเวลานาน ๆ โดยไม่เกิดผลข้างเคียงใด ๆ

หลายคนอาจสงสัยว่า สรรพคุณที่กล่าวมาข้างต้น ดูเหมือนจะเกินจริง แต่ชาวจีนโดยส่วนใหญ่ต่างรู้ถึงคุณประโยชน์ของเก๋ากี้ และนำไปสกัดร่วมกับตัวยาชนิดอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาโรค  เก๋ากี้จึงเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน ที่อยู่คู่สังคมจีนมานานหลายพันปี

Friday, January 15, 2010

ผิวไหม้เกรียม

ใครที่ต้องตากแดดเป็นเวลานาน ๆ แล้วเกิดผิวไหม้เกรียม วันนี้มีวิธีรักษามาบอก...

วิธีแรก
ใช้ถุงน้ำชาที่ชงดื่มแล้ว ไปแช่ในน้ำเย็น แล้วนำมาวางแปะตามบริเวณ ที่มีรอยไหม้แดด สามารถใช้ได้กับบริเวณใบหน้า

วิธีที่สอง
ใช้น้ำแข็งห่อในผ้าเช็ดหน้า แล้ววางบนรอยไหม้สัก 10 นาที ทำทุก 2-3 ชั่วโมง
วิธีที่สาม
เปิดน้ำในอ่างน้ำ ผสมข้าวโอ๊ตลงไปนอนแช่สัก 10 นาที ทำซ้ำ เช่นนี้อีกทุก ๆ 3 ชั่วโมง
วิธีสุดท้าย
ผสมน้ำแข็งก้อนลงในนมพร่องไขมัน ใช้ผ้าขนหนูจุ่มน้ำนมมาประคบตามผิวที่ไหม้แดด และแสบร้อน ทำต่อเนื่องนาน 2 นาที และทำซ้ำอีกทุก 2 ชั่วโมง

เพียงเท่านี้ก็จะช่วยรักษารอยแผลไหม้จากแสงแดดได้แล้ว

Thursday, January 14, 2010

Jet Lag

ช่วงที่มีวันหยุดยาว ๆ อาจเรียกได้ว่าเป็น "ฤดูท่องเที่ยว" หลายคนตัดสินใจเดินทางไปในประเทศที่มีอากาศหนาว หากต้องเดินทางไปในที่ไกล ๆ ก็มักจะต้องประสบกับอาการแปลก ๆ หลังจากเดินทางข้ามทวีป หรือข้ามโซนของเวลาหลาย ๆ โซน คือ รู้สึกง่วงนอน อ่อนเพลีย ไม่สบายตัว รู้สึกหดหู่ นอนไม่หลับ ฉุนเฉียวง่าย เกิดความสับสน และบางทีอาจสูญเสียความจำไป อาการเหล่านี้ เราเรียกกันว่า "Jet lag" นั่นเอง นอกจากอาการเหล่านี้แล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ เกิดขึ้นกับหน้าที่พื้นฐานต่าง ๆ ของร่างกายด้วย เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด และกระบวนการหายใจอีกด้วย

Jet lag เป็นอาการที่ทำให้รู้สึกแย่มาก เมื่อเราต้องเดินทางข้ามเส้นแบ่งโซนของเวลา ตั้งแต่ 4 โซนขึ้นไป หรือเมื่อเราหลงเวลาในการเดินทางจากตะวันออกไปยังตะวันตก การฟื้นคืนจากอาการ jet lag จะต้องใช้เวลา ในอัตราส่วนประมาณ 1 โซนต่อ 1 วัน (เช่น ถ้าเราข้ามโซนของเวลา 4 โซน ต้องใช้การฟื้นตัวประมาณ 4 วัน) อย่างชัดเจน อาการ jet lag สามารถที่จะหยุดชะงักความสนุกสนาน หรือความกระตือรือร้นของเราให้จืดจางลงไปได้ อาจมีผลกระทบต่อการทำงาน สำหรับนักธุรกิจที่ต้องเดินทางเพื่อธุรกิจ

ก่อนการเดินทาง
ควบคุมเวลาอาหารของเรา เพื่อว่าในวันที่เราต้องบิน เราจะได้พร้อมที่จะกินอาหารที่เหมาะสมกับเวลา ณ จุดหมายปลายทางของเรา ควบคุมตารางเวลาการนอน และการพักผ่อนของเราเอาไว้ เพื่อจะได้ไม่ต้องตึงเครียด หรือเกิดอาการเมื่อเริ่มต้นการเดินทางอันยาวนาน


ช่วงระหว่างการบิน
แต่งตัวสบาย ๆ และพยายามปลดเสื้อผ้าที่รัดออก ปรับเข็มนาฬิกา โดยตั้งเวลาของนาฬิกาตามจุดหมายปลายทางของเรา และเริ่มต้นทำตัว ให้ดำเนินชีวิตอยู่กับเวลานั้นในใจ ถ้าหากว่าเวลาในจุดหมายปลายทางของเรา เป็นช่วงเวลาที่เรามักจะวิ่งจ็อกกิ้งเสมอ ก็ให้จินตนาการว่า กำลังวิ่งจ็อกกิ้งอยู่ เราอาจพยายามออกกำลังกายบางอย่างในที่นั่งด้วยก็ได้ เช่น อาจจะโน้มคอไปข้างหลังสัก 5 ครั้ง เพื่อบริหารคอ และบริหารกล้ามเนื้อแผ่นหลังด้านบน หรืออาจจะเบ่ง และผ่อนคลายหน้าอก ท้อง และสะโพกสัก 5 ครั้ง กินอาหารเบา ไม่หนักท้องมาก และถ้าเป็นไปได้ ให้กินอาหารที่เหมาะสมกับเวลาตามเวลา ในจุดหมายปลายทางที่จะไปถึง พยายามหลีกเลี่ยงพวก ลูกกวาด คาเฟอีน และพวกแอลกอฮอล์ต่าง ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ จะทำให้เราไม่ได้พักผ่อน

ยิ่งกว่านั้นพวกคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ จะเพิ่มปฏิกิริยาต่าง ๆ ในการขจัดน้ำออกจากร่างกายของผู้โดยสารที่เพิ่มความกดดัน แนะนำให้ดื่มน้ำผลไม้มาก ๆ และน้ำเปล่าแทน สำหรับนักเดินทาง ที่มีประสบการณ์บางคน พยายามที่จะดื่มน้ำผลไม้หนึ่งแก้ว หรือน้ำเปล่า สำหรับทุก ๆ ชั่วโมง ที่พวกเขากำลังบินอยู่ ท้ายที่สุดให้นอน และตื่นขึ้นตามตารางเวลาในจุดหมายปลายทางของเรา เมื่อคุณ ถึงที่หมาย ให้นอนตามเวลาของท้องถิ่นนั้น ๆ ที่เราไปถึง ทั้งการกินอยู่ และการทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปตามตารางเวลาทุกประการ หากว่าเราจะต้องนอน ในช่วงระหว่างเวลากลางวัน ให้นอนน้อยกว่าสองชั่วโมง ให้ออกนอกบ้าน ในตอนที่มีแสงสว่าง (หมายถึง เวลาเช้า เร็วเท่าที่จะทำได้สักประมาณ 2 ชั่วโมง) แสงสว่างของดวงอาทิตย์ จะช่วยให้เราปรับนาฬิกาชีวภาพในร่างกายใหม่เร็วขึ้น ในท้ายที่สุด ลองดื่มนมสักแก้ว หรือกินไอศกรีม ก่อนที่จะเข้านอน ถ้าหากว่ามีปัญหาในเรื่องการนอน
ข้อแนะนำข้างต้นฟังดูแล้วอาจคล้ายกับการรักษาแบบพื้นบ้านในสมัยก่อน แต่ก็วางอยู่บนรากฐาน ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์นม มีคุณสมบัติหลายประการ ที่มีอิทธิพลต่อความง่วงเหงาหาวนอน


คำแนะนำต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นไปได้ที่อาจจะไม่ได้ทำให้เราสามารถเอาชนะอาการ jet lag ได้อย่างสมบูรณ์ แต่จะสามารถช่วยลดอาการที่ไม่สบายต่าง ๆ ของการเปลี่ยนแปลงเรื่องโซนเวลาของเราได้บ้าง สิ่งที่ทำงานได้ผลดีที่สุดสำหรับคน ๆ หนึ่งนั้น อาจไม่จำเป็นต้องได้ผลดีที่สุดสำหรับคนอีกคนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ ขอให้คิดถึงข้อแนะนำต่าง ๆ เหล่านี้ในฐานะที่เป็นแนวทาง สำหรับพัฒนาแผนการต่าง ๆ ของตัวเราเอง เพื่อการบินที่เป็นปกติ


ที่มา
ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี

Tuesday, January 12, 2010

8 กฎเหล็ก......การทาน ‘น้ำผึ้ง’ ตามศาสตร์จีน

กินถูกหลัก ได้ครบคุณค่าสารอาหาร
  1. ผู้ป่วยเบาหวานห้ามกิน เนื่องจากน้ำผึ้งมีปริมาณกลูโคส และฟรักโทส ที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ทันที จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวแร็ว การหลั่งอินซูลินของตับอ่อนไม่พอ
  2. ห้ามกินปริมาณมาก ๆ โดยเฉลี่ยวันละ 1 - 2 ช้อน ประมาณ 20 กรัม ในกรณีพิเศษ อาจกินเพิ่มได้ แต่ไม่ควรเกิน 50 กรัม/วัน
  3. คนที่ถ่ายเหลว หรือท้องเสีย เพราะจะทำให้ถ่ายมากขึ้น เนื่องจากน้ำผึ้งจะดูดน้ำ ทำให้ขับอุจจาระมากขึ้น
  4. ผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียน หรือมีผิวหนังอักเสบเรื้อรัง เนื่องจากภาวะความชื้นตกค้าง
  5. การผสมน้ำอุ่น ประมาณไม่เกิน 40 องศา ไม่ควรใช้น้ำที่ร้อนจัด ๆ เพราะจะทำลายคุณค่าของเอนไซม์ วิตามิน และกรดอะมิโน และสารที่มีคุณค่า ๆ ในฤดูร้อนสามารถใช้น้ำเย็นชงดื่ม แต่ควรจะผสมน้ำขิงเล็กน้อย เพื่อป้องกันกระเพาะอาหารกระทบความเย็น
  6. ไม่ควรกินร่วมกับเต้าหู้ เนื่องจากเต้าหู้มีรสหวาน เค็ม มีคุณสมบัติเย็น สรรพคุณขับร้อนกระจายเลือด เมื่อกินร่วมกันทำให้ท้องเสียง่าย อีกเหตุผลหนึ่ง คือ เอนไซม์จากน้ำผึ้ง จะทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุ โปรตีน สารอินทรีย์ของเต้าหู้ จะทำให้คุณค่าทางโภชนาการด้อยไป
  7. ไม่ควรกินพร้อมผักกุยช่าย เพราะกุยช่ายมีวิตามินซีมาก จะทำปฏิกิริยากับโลหะทองแดง และเหล็กในน้ำผึ้งเกิดออกซิเดชัน ทำให้คุณค่าด้อยลง อีกเหตุผลหนึ่ง ก็คือ น้ำผึ้งทำให้ระบายกุยช่ายมีเส้นใยมาก เมื่อกินร่วมกันจะทำให้ท้องเสียง่าย
  8. ไม่ควรกินร่วมกับหัวหอม และกระเทียม จะทำให้ฤทธิ์ของน้ำผึ้งด้อยลง

การเลือกซื้อเครื่องสำอาง

กลเม็ดเคล็ดไม่ลับในการเลือกซื้อเครื่องสำอาง
  • -ก่อนอื่นต้องดูเลยว่า เป็นเครื่องสำอางเถื่อนหรือไม่? หากดูแล้วว่าไม่มีการรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ อย่าซื้อเด็ดขาด เนื่องจาก เครื่องสำอางเถื่อนเหล่านี้ จะผสมสารต้องห้ามที่มีพิษต่อร่างกาย
  • -ถัดมาให้ดูรายละเอียดบนฉลาก หรือบนกล่อง วันหมดอายุ และเครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ นั้นๆ จากนั้นก็มาดูส่วนผสม ซึ่งจะบอกได้ว่าในเครื่องสำอางที่เรากำลังจะควักเงินซื้อนั้น มีส่วนผสมที่เราแพ้หรือไม่ อีกส่วนที่ควรใส่ใจก็คือ ชื่อบริษัทผู้ผลิต ที่อยู่ หรือบริษัทผู้นำเข้า ในกรณีที่เกิดอันตรายจากเครื่องสำอางนั้น จะได้โทรไปสอบถามหรือร้องเรียนผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าได้
  • -สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่ไม่ค่อยมีใครเห็นความสำคัญนัก ก็คือ "การอ่านฉลากวิธีใช้" ว่าควรใช้ในปริมาณเท่าใด กี่ครั้งต่อวัน ใช้ที่จุดไหนของร่างกาย เพื่อให้ใช้ได้ถูกต้อง ส่วนคนที่แพ้ง่ายแนะนำว่า ควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอาง ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม ซึ่งเครื่องสำอางหลายยี่ห้อจากต่างประเทศ จะมีระบุชัดอยู่ในบรรจุภัณฑ์ว่า “Alcohol Free” แปลว่า "ในเครื่องสำอางชิ้นนั้นปราศจากแอลกอฮอล์" แต่เครื่องสำอางที่ผลิตในประเทศไทย ยังไม่ค่อยมีแจ้งแบบนี้

ส่วนวิธีการทดสอบการแพ้เครื่องสำอางด้วยตัวเองง่าย ๆ ว่า มีเครื่องสำอางหลายประเภทที่แม้จะเป็นยี่ห้อดี ยี่ห้อดัง มีตรารับรองมาตรฐาน แต่ดันไม่ถูกกับผิวของเราเสียนี่ เหตุผลก็เพราะเป็นที่ผิวของเรา ที่มีปฏิกิริยาไวต่อสารเคมีเป็นพิเศษนั่นเอง แต่ใครจะแพ้อะไรนั้น เป็นเรื่องของใครของมัน ต้องทดสอบด้วยตนเอง และเมื่อทราบว่าแพ้แล้ว ก็ต้องจำเอาไว้ว่าตัวเองแพ้อะไร คราวหน้าก่อนซื้อจะได้อ่านฉลากดูส่วนผสมให้มั่นใจเสียก่อนว่า ไม่มีสารที่เราแพ้ ก่อนจะควักกระเป๋าซื้อมา

ส่วนผู้ที่ผิวแพ้ง่าย หรือกลัวจะแพ้เครื่องสำอางที่อยากซื้อ ก็มีวิธีง่าย ๆ ที่ทำได้ไม่ยาก และเป็นวิธีที่ถูกต้องมาฝาก ก็คือ "ให้นำเครื่องสำอางที่ต้องการจะซื้อ มาป้าย ฉีด ยา หรือทา ลงบริเวณผิวเนื้ออ่อน ๆ อย่างหลังใบหูหรือท้องแขน"


เคล็ดลับอยู่ที่ใช่ว่า เทสต์ปุ๊บ จะขึ้นปั๊บ เพราะอาการแพ้อย่างน้อยที่สุด จะต้องใช้เวลา 20 - 30 นาที ผิวหนังบริเวณนั้น จึงจะมีปฏิกิริยา เช่น เกิดรอยแดง ผื่น หรือรู้สึกระคายเคือง ดังนั้น หากจะเทสต์จริง ๆ ไปขอเทสต์ก่อน จากนั้นไปเดินดูของอื่น ๆ จนจะกลับ หากผิวไม่แพ้ จึงค่อยกลับไปซื้อ ทิ้งระยะให้สารเคมีทำปฏิกิริยาสักนิด


ที่มา
ภญ. วิมล อนันต์สกุลวัฒน์
เภสัชกรฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลศิริราช

Friday, January 8, 2010

ผมร่วง...... แนะรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ช่วยได้

"เส้นผม" เปรียบเสมือนแขนขาของผิวหนัง เส้นผมและขนในแต่ละส่วนของร่างกายคนเรา ไม่เหมือนกัน คนเรามีขนหลายชนิด ภาษาไทยเรียกขนบนศีรษะว่า "ผม" แต่ขนที่บริเวณอื่น จะเรียกว่า "ขน" ขณะที่ในภาษาอังกฤษ เรียกว่า "hair" ทั้งหมด โดยปกติหนังศีรษะของคนเรามีเลือดมาเลี้ยงมาก และทำหน้าที่ควบคุมการกระจายความร้อนของร่างกาย บนหนังศีรษะมีเส้นผมรวมทั้งสิ้น ประมาณ 120,000 เส้น โดย ผมสีบลอนด์จะมีจำนวนเส้นผมมากกว่าสีอื่น ๆ โดยมีประมาณ 140,000 เส้น ผมสีเข้มมีประมาณ 105,000 เส้น ในขณะที่ผมสีแดงจะมีประมาณ 90,000 เส้น

นอกจากเส้นผมบนหลังศีรษะแล้ว ทั่วร่างกาย มีขน และผมรวมทั้งสิ้น 5 ล้านเส้น ในร่างกายของคนเรา ส่วนที่ไม่มีผมและขนเลย คือ ริมฝีปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ทั้งนี้พบว่าในแต่ละวัน เส้นผมหลุดร่วงจากหนังศีรษะไม่เกิน 100 เส้น

เหตุปัจจัยที่ทำให้ผมร่วง
  • -อายุ, พันธุกรรม และฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งพบว่า ถ้าอายุมากขึ้น การเจริญเติบโตของเส้นผม จะโตช้าลง
  • -ฮอร์โมนแอนโดรเจน ที่เป็นผลมาจากฮอร์โมนเพศชายที่มีชื่อว่า “แอนโดรเจน” ซึ่งถ้าระดับของฮอร์โมนแอนโดรเจนในร่างกายมีสูง ก็จะส่งผลทำให้ผมร่วง ดังนั้น ทั้งเพศหญิง และเพศชายมีปัจจัยเสี่ยงจากฮอร์โมนแอนโดรเจนได้ทั้งสองเพศ
  • -ภาวะตั้งครรภ์ ในเพศหญิง หรือผู้ที่กินยาเม็ดคุมกำเนิดมาเป็นเวลานาน อาจเกิดอาการผมร่วงได้ ซึ่งจะหายเป็นปกติ หลังเลิกกินยาเม็ดคุมกำเนิด หรือหลังคลอดบุตรประมาณ 4-6 เดือน
  • -ยาเคมีบำบัด และโรคภัยไข้เจ็บ ผมร่วงที่เป็นผลจากการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีเคมีบำบัด เป็นสิ่งที่พบเห็น และทราบกันดี แม้ว่าไม่ได้เกิดขึ้นกับยาเคมีบำบัดทุกชนิด แต่ส่วนใหญ่แล้ว มักจะหลีกเลี่ยงได้ยาก นอกจากนี้ ยังมียาอื่น ๆ ที่ทำให้ผมร่วงได้เหมือนกัน เช่น ยารักษาโรคเก๊าต์ ยาต้านอาการซึมเศร้า ยาลดความดันโลหิต และยาโรคหัวใจบางชนิด การใช้วิตามินเอในขนาดสูง ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมร่วงได้มาก และมักจะดีขึ้นเมื่อหยุดยาแล้ว รวมทั้งโรคภัยต่าง ๆ ที่พบบ่อย ในเวชปฏิบัติที่เป็นสาเหตุของอาการผมร่วง ได้แก่ โรคของต่อมไทรอยด์ โรคเบาหวาน โรคติดเชื้อราที่หนังศีรษะ ภาวะขาดธาตุเหล็ก ซึ่งพบได้ในผู้หญิงที่เสียเลือด จากการมีประจำเดือนครั้งละมาก ๆ รวมทั้ง โรคเรื้อรังทั้งหลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมร่วงได้

การป้องกันไม่ให้ผมร่วง

  1. เลือกรับประทานอาหาร และของที่มีประโยชน์ต่อเส้นผม เช่น ธัญพืช, ข้าวกล้อง, งาดำ, เมล็ดทานตะวัน, ฟักทอง
  2. ควรนวดหนังศีรษะ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เพื่อบำรุงรากผมบ้าง
  3. ควรทำความสะอาดผมอย่างสม่ำเสมอ4ค
  4. ควรใส่ครีมบำรุงผม ทุกครั้งที่สระผม
  5. ควรรับประทานแร่ธาตุ ที่มีประโยชน์ต่อรากผม เช่น Biotin ไบโอติน หรือ Vitamin H จัดเป็นวิตามินชนิดหนึ่ง ในกลุ่มวิตามิน บี จำเป็นสำหรับขบวนการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกาย ซึ่งช่วยบำรุงผิวหนัง ผม กล้ามเนื้อ และประสาท อาหารที่อุดมไปด้วยไบโอติน ได้แก่ ตับหมู ไตวัว เนื้อวัว ปลาเนื้อขาว น้ำมันปลา ข้าวกล้อง ข้าวโพด รำข้าวสาลี ไข่ นม เนย โยเกิร์ต ผักต่าง ๆ โดยเฉพาะดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี เห็ด และแครอท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับปริมาณของวิตามิน ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

การรักษา

  1. การรักษาโดยคำนึงถึงสาเหตุหลักและปัญหาเป็นสำคัญ
  2. การใช้ยาทา minoxidil เพื่อช่วยเพิ่มเลือดไหลเวียนไปที่บริเวณรากผม และโคนเส้นผม
  3. การใช้ยาต้านฤทธิ์ฮอร์โมนแอนโดรเจน ชื่อ finasteride ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า ได้ผลในการรักษาพอสมควร แต่มีข้อควรระวังที่สุด คือ ยานี้ทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ ห้ามใช้ในผู้หญิงตั้งครรภ์อย่างเด็ดขาด แต่ในกรณีที่ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ เพื่อรักษาอาการดังกล่าว หรือพิจารณาใช้ยาแอนทราลินชนิดทา หรือทาร์ชนิดทา ช่วยในการรักษาเพิ่มเติม ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการผ่าตัดปลูกเส้นผมจริง เพื่อช่วยขจัดปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้านได้