Search This Blog

Thursday, September 10, 2009

รู้ได้อย่างไรว่า...อ้วนลงพุง

โรคอ้วนลงพุง หรือทางการแพทย์เรียกว่า เมตะบอลิค ซินโดรม (Metabolic syndrome) เป็นโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิต ที่ไม่เหมาะสม กินอาหารมากเกินไป โดยเฉพาะอาหาร ที่มีน้ำตาล และไขมันสูง ร่วมกับขาดการออกกำลังกาย จึงทำให้น้ำหนักมากเกินจนพุงยื่น

แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่าเข้าข่ายอ้วนลงพุงแล้ว??? วันนี้เรามีความรู้ และคำแนะนำดี ๆ มาฝาก

สำหรับคนไทย โดยปกติ ผู้ชาย ไม่ควรมีรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร ส่วนผู้หญิง ไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร แต่ผู้ที่มีปัญหาอ้วนลงพุง มักจะมีความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย ได้แก่
  • ความดันโลหิตสูง ตั้งแต่ 130/80 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป (ความดันโลหิตตัวใดตัวหนึ่งสูงก็ถือว่าผิดปกติ)
  • น้ำตาลในเลือดสูง ตั้งแต่ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป
  • ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง ตั้งแต่ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป
  • โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL cholesterol) ต่ำกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร สำหรับผู้ชาย และผู้หญิง ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

การมีความผิดปกติต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อัมพาต ที่เกิดจากหลอดเลือดสมองอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือด นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน และยังอาจก่อให้เกิดโรคตับเรื้อรัง จากการที่มีไขมันสะสมอยู่ในเนื้อตับ ซึ่ง นำไปสู่โรคตับแข็งได้

สัญญาณบอกเหตุ

มีหลายคนมองจากภายนอกแล้ว ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ยกเว้น “อ้วนลงพุง” ถ้าไม่ได้รับการตรวจสุขภาพ ก็จะไม่รู้ว่ามีความดันโลหิตสูง น้ำตาลสูง หรือมีไขมันผิดปกติแฝงอยู่ ในบางรายที่ความดันโลหิตสูง อาจมีอาการปวดศีรษะ หรือเวียนศีรษะ ส่วนรายที่น้ำตาลในเลือดสูงเข้าขั้นเบาหวาน อาจจะมีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อย หรือมีอาการอื่น ๆ ของโรคเบาหวานร่วมด้วย สำหรับผู้ที่มีปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มานาน และไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพ อาจมีภาวะของโรคแทรกซ้อน เช่น เจ็บหน้าอก หัวใจวาย หรืออัมพาตในที่สุด

ใคร ๆ ก็มีสิทธิ์เสี่ยงจริงหรือ??

คำตอบ คือ...ใช่แล้ว ทุกคนมีโอกาสเป็นโรคอ้วนลงพุงได้ โดยเฉพาะผู้ที่น้ำหนักเกิน ซึ่งผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าเด็ก หรือหนุ่มสาว แต่ส่วนใหญ่ กลุ่มอาการนี้เป็นผลมาจากการใช้ชีวิต ที่ไม่เหมาะสม กินอาหารที่มีพลังงานสูง กินล้นกินเกิน และการใช้ชีวิตแบบนั่ง ๆ นอน ๆ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานจากสารอาหารมาก ขณะที่การใช้พลังงานในชีวิตประจำวันน้อยลง ทำให้พลังงานส่วนเกิน ซึ่งถูกสะสมอยู่ในรูปของเนื้อเยื่อไขมันที่พอกพูนอยู่ ในช่องท้องรวมทั้งส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ส่งผลให้เกิดความผิดปกติอื่น ๆ ตามมาอย่างต่อเนื่อง

ที่ร้ายก็คือ ไขมันในช่องท้องนี้สามารถหลั่งสารต่าง ๆ ที่มีผลเสียต่อการทำงานของร่างกาย เช่น ทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมน ที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้น้อยลง ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงขึ้น สารบางชนิดทำให้มีระดับความดันโลหิตสูงขึ้น และยังก่อให้เกิดความผิดปกติอื่น ๆ อีกมากมายที่ส่งผลให้หลอดเลือดแดงมีโอกาสเกิดการอุดตัน จากคราบไขมันที่ไปสะสมอยู่ในหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น

กินอย่างฉลาดช่วยได้

การมีสุขภาพดีและรูปร่างที่สมส่วน ไม่ใช่เป็นเรื่องยาก เริ่มจาก
  1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม โดยสัดส่วนของอาหาร ที่กินในแต่ละมื้อควรประกอบด้วย
  2. ผักครึ่งหนึ่งของอาหารทั้งหมด
  3. อีกส่วนหนึ่ง เป็นข้าวหรือแป้ง
  4. และ เป็นเนื้อสัตว์หรือโปรตีน ไขมันนั้นมีอยู่ในอาหารส่วนใหญ่อยู่แล้วจากการประกอบอาหาร

ทั้งนี้ ปริมาณอาหารที่กินขึ้นกับน้ำหนักตัว หากน้ำหนักมากเกินไป ก็ต้องลดปริมาณอาหารลง หากน้ำหนักเหมาะสมอยู่แล้ว ก็ต้องกินให้พอดี เพื่อไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น หลีกเลี่ยงขนมหวาน เครื่องดื่มหวาน ๆ ลูกอม ช็อกโกแลต ไอศกรีม เค้ก คุกกี้ ขนมอบ ของทอด หรือกินแต่น้อย เนื่องจากให้พลังงานสูง ทำให้อ้วนได้ง่าย

การออกกำลังกาย มีประโยชน์มากในการควบคุมน้ำหนัก ช่วยลดน้ำตาล ลดไขมันร้ายทั้งโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ เพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันดี และช่วยลดความดันโลหิต ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป สัปดาห์ละ 3 - 5 ครั้ง โดยอาจเลือกเล่นกีฬาที่ชอบ เช่น แบดมินตัน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก เดินเร็ว หรือวิ่งจอกกิ้ง เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน อาจเริ่มออกกำลังกาย 5 - 10 นาทีก่อน แต่เมื่อทำสม่ำเสมอแล้ว จะทำได้นานและหนักขึ้น นอกจากนี้ ควรเพิ่มกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยเผาผลาญพลังงาน เช่น เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟท์ ทำงานบ้าน ทำสวน เป็นต้น

การรักษา

สำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วนลงพุงแล้ว การกินอาหารอย่างเหมาะสม และออกกำลังกายสามารถช่วยให้ความผิดปกติต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และมีโอกาสกลับมาเป็นปกติได้

ส่วนผู้ที่จำเป็นต้องรับการรักษาด้วยยา เช่น ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อพิจารณาการรักษาอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เป็นผลจากพฤติกรรมของคนเรา คุณเท่านั้นที่จะช่วยได้ ด้วยกำลังใจและความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา
ผศ. ดร. พญ. มยุรี หอมสนิท (ภ. เวชศาสตร์ป้องกันและสังคม)

อันตรายจากการใช้ยา

ยาทุกตัวย่อมมีทั้งคุณและโทษควบคู่อยู่ด้วยกันเสมอ ในการใช้ยาจึงต้องรู้ว่าควรใช้อย่างไร ใช้ขนาดเท่าไหร่ ถ้าหากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ อันตรายที่เกิดจากการใช้ยาแบ่งได้ 7 ประเภท ดังนี้

1. การใช้ยาเกินขนาด (Overdosage toxicity) เช่น
  • รับประทานปริมาณมาก ๆ ทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Acidosis) แจถึงตายได้
  • พาราเซตามอล จำนวนมาก ๆ ทำให้ถึงตายได้
  • ฟีโนบาร์บิโทน ขนาดมาก ๆ ทำให้กดศูนย์ควบคุมการหายใจ ผู้ป่วยหยุดหายใจถึงตายได้
  • ยารักษาเบาหวานหลายเม็ด อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปจนเป็นลมถึงตายได้
2. ผลข้างเคียงของยา (Side effect) เช่น
  • ทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะ (กัดกระเพาะ) เป็นโรคกระเพาะได้ เช่น ยาแอสไพริน ยาแก้ปวดข้อ สเตอรอยด์ รีเซอร์พีน
  • ทำให้หูหนวก เสียการทรงตัว เช่น สเตรปโตมัยซิน
  • เป็นพิษต่อไต เช่น สเตรปโตมัยซิน ยาประเภทซัลฟา
  • ทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (Agranulocytosis) เช่น ไดพัยโรน ซัลฟา เฟนิลบิวตาโซน ยารักษาคอพอก เป็นต้น
  • ทำให้มีพิษต่อตับ เช่น เตตราซัยคลีน อีริโทรมัยซิน ไอเอ็นเอช ไทอาเซตาโซน เป็นต้น
  • ทำให้มีพิษต่อประสาทตา เช่น อีแทบูทอล คลอโรควีน เป็นต้น
  • ทำให้ฟันเหลืองดำ เช่น เตตราซัยคลีน
3. การแพ้ยา (Drug hypersenstivity)

4. การดื้อยา (Drug allergy) มักจะเกิดกับยาปฏิชีวนะที่ใช้กันอย่างผิด ๆ

5. การใช้ยาในทางที่ผิด และการติดยา (Drug abuse และ Drug dependence) เช่น
  • การติดยามอร์ฟีน เฮโรอีน ยาแก้ปวดที่เข้าคาเฟอีน ยากระตุ้นประสาท แอมฟีตามีน (ยาบ้า ยาขยัน)
  • การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นยาลดไข้
  • การใช้สเตอรอยด์เป็นยาลดไข้ หรือยาลดความอ้วน
  • การใช้เอฟีดรีน หรือแอมฟีตามีนเป็นยาขยัน
  • การใช้น้ำตาลเกลือแร่ (ORS) เป็นยาบำรุงร่างกาย
  • ปฏิกริยาต่อกันของยา (Drug interaction) จะเกิดขึ้นเมื่อมียาเข้าสู่ร่างกายมากกว่า 2 ตัวขึ้นไปพร้อมกัน ซึ่งอาจจะเสริมฤทธิ์กัน หรือำทำให้ฤทธิ์ยาแรงขึ้น หรือต้านฤทธิ์กัน ทำให้ผลการรักษาลดน้อยลงไป เช่น
* แอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์) ถ้ารับประทานพร้อมกับยานอนหลับ ยาแก้แพ้ จะช่วยเสริมฤทธิ์การนอนหลับมากขึ้น
* แอลกอฮอล์ ถ้ารับประทานพร้อมกับแอสไพริน จะเสริมฤทธิ์การระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร
* อีริโทรมัยซิน ถ้ารับประทานพร้อมกับทีโอฟิลลีน จะทำให้ระดับของยาชนิดหลังในกระแสเลือดสูงขึ้น
* เฟนิลบิวตาโซน ไอเอ็นเอช หรือซัลฟา ถ้ารับประทานพร้อมกับยารักษาเบาหวาน จะเสริมฤทธิ์การลดน้ำตาล ทำให้เกดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
* สเตอรอยด์ ไทอาไซด์ หรือแอดรีนาลีน จะต้านฤทธิ์การลดน้ำตาลของยารักษาเบาหวาน ถ้าใช้พร้อมกัน อาจทำให้การรักษาเบาหวานไม่ได้ผล
* บาร์บิทูเรต แอมพิซิลลิน เตราซัยคลีน หรือยารักษาโรคลมชัก (เช่น ไดแลนทิน) ถ้ารับประทานพร้อมกับยาเม็ดคุมกำเนิด จะออกฤทธิ์ต้านยาคุมกำเนิด
* ยาลดกรด ถ้ารับประทานร่วมกับเตตราคลีน หรือยาบำรุงโลหิต จะทำให้การดูดซึมของเตตราซัยคลีน หรือยาบำรุงโลหิตลดน้อยลง
* แอสไพริน จะต้านฤทธิ์การขับกรดยูริกของโพรเบเนซิด (Probenecid) จึงห้ามใช้แอสไพรินในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ที่ใช้ยาโพรเบเนซิด

6. การตอบสนองต่อยาในคนที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เช่น
  • คนที่มีภาวะพร่องเอนไซม์จี-6-พีดี ซึ่งเกิดจากกรรมพันธุ์ ถ้ากินแอสไพรินซัลฟา คลอแรมเฟนิคอล ฟูราโซลิโดน พีเอเอส ควินิน ไพรตาโซนอาจทำให้เกิดโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตกได้
  • คนที่เป็นโรคเก๊าท์ ถ้ากินสเตอรอยด์ไทอาไซด์ หรือ แอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์) ก็อาจทำให้โรคกำเริบได้
  • คนที่เป็นเบาหวาน ถ้ากินสเตอรอยด์ ไทอาไซด์ หรือยาเม็ดคุมกำเนิดก็อาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูงได้

ข้อแนะนำ การใช้ยาไม่ให้เป็นโทษ
  1. ทำความรู้จักยาทั้งในแง่สรรพคุณ ผลข้างเคียง ขนาดที่ใช้ ระยะเวลาที่ใช้ ไม่ใช้อย่างเดาสุ่ม อย่างครอบจักรวาล อย่างพร่ำเพรื่อ หรือมากเกินไป
  2. หากมีประวัติการแพ้ยาชนิดใด ควรบอกให้แพทย์ทราบทุกครั้ง
  3. ไม่ซื้อยาชุดจากร้ายขายยาเอง เนื่องจากมักมียาอันตรายผสมอยู่ด้วย เช่น คลอแรมเฟนิคอล เพร็ดนิโซโลน

ยาหมดอายุ ดูยังไง?

ยาทุกชนิดจะมีอายุระยะหนึ่งแล้วจะมีวันหมดอายุ โดยสามารถทราบวันหมดอายุได้จากฉลากยา ซึ่งจะบ่งบอกวันหมดอายุไว้ หรือหากมีเฉพาะวันผลิต ก็ไม่ควรใช้ยานั้นหลังจากผลิตแล้ว 5 ปี สำหรับยาทั่วไป หรือไม่เกิน 3 ปี สำหรับยาปฏิชีวนะ แม้ว่าจะยังไม่พบว่า ยานั้นเปลี่ยนสภาพไปจากปกติ เมื่อมองดูด้วยตาเปล่าก็ตาม เพระจะถือว่ายาดังกล่าวหมดอายุไปแล้ว

แต่หากเมื่อใด การเก็บรักษาอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น ทิ้งไว้ในซองยาที่ภาชนะปิดไม่สนิทและไม่มีสารกันชื้น เก็บในที่ร้อนถูกแสงแดด อยู่ในที่ความชื้นเข้าไปได้ ยานั้นก็จะมีการเสื่อมสภาพก่อนอายุจริงได้ ก็ไม่ควรนำยานั้นมาใช้แล้วเช่นกัน

ลักษณะการเสื่อมสภาพของยา อาจสังเกตได้ดังนี้

  • ยาเม็ด จะมีลักษณะเม็ดยาแตกร่วน เปลี่ยนสี ยาที่เคลือบน้ำตาลเยิ้มเหนียว เป็นรอยด่าง หรือแตกร่อนเป็นต้น
  • ยาแคปซูล แคปซูลจะบวม พองออก หรือจับตัวกัน
  • ยาน้ำแขวนตะกอน เช่น ยาลดกรด ยาแก้ท้องเสีย ตะกอนจะจับกันเป็นก้อนแข็งเขย่าแรง ๆ ก็ไม่กระจายตัว หรือกลิ่น สี รสเปลี่ยนไปต่างเดิม
  • ยาน้ำเชื่อม เช่น ยาน้ำลดไข้สำหรับเด็ก ยาจะขุ่นมีตะกอน สีเปลี่ยน มีกลิ่นบูดเปรี้ยว

การ ใช้ยาอย่างถูกวิธีจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการรักษา หากใช้ยาผิด ยาเก่าเก็บ หรือใช้ยานอกเหนือจากคำแนะนำของแพทย์ อาจจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีได้

โรคเชื้อราที่เท้า

เท้าสำคัญกว่าที่คุณคิด

เท้าเป็นอวัยวะต่ำสุดของร่างกาย คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเท้ามากนัก ทั้งที่จริงแล้วเท้ามีหน้าที่สำคัญหลายประการ เช่น เวลาที่คุณยืน เท้าต้องทำหน้าที่รองรับน้ำหนักตัว สร้างความสมดุลย์ทั้งในขณะยืน เดิน และวิ่ง เป็นต้น เท้ายังมีหน้าที่อื่น ๆ อีกมากมาย แต่เพียงแค่นี้คุณก็คงพอจะเห็นแล้ว ว่าเท้าของคุณสำคัญกว่าที่คุณคิด และเมื่อเกิดความผิดปกติกับเท้าคุณ อาจบั่นทอนความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมประจำวันของคุณ

ตัวอย่างง่าย ๆ คุณรักษาความสะอาด ผิวหนังที่ฝ่าเท้า และง่ามเท้าของคุณดีหรือยัง?? ถ้าหมักหมมไว้ไม่ดูแล เชื้อราจะก่อโรคขึ้นง่าย ๆ

โรคฮ่องกงฟุตหนึ่งในโรคเชื้อราที่พบได้บ่อย

โรคฮ่องกงฟุตเป็นโรคเชื้อราที่เท้า เกิดจากเชื้อกลากเดอร์มาโตไฟต์ เริ่มต้นโรคจะมีอาการคันที่ผิวหนังของง่ามนิ้วเท้า หรือฝ่าเท้าที่ง่ามนิ้วเท้าระหว่างนิ้วก้อยกับนิ้วนาง จะพบผิวหนังมีลักษณะเปื่อยยุ่ย และปริออกจากกัน และมีการกระจายตัวไปยังบริเวณผิวหนังใต้นิ้วเท้าที่เป็นโรค

ในบางรายอาจพบตุ่มน้ำพองใสเป็นปื้น ที่ผิวหนังบริเวณฝ่าเท้า ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นแผ่นสะเก็ดแห้ง ๆ และหนาตัวขึ้น ในระยะเรื้อรัง คนที่เป็นโรคฮ่องกงฟุต อาจพบโรคเชื้อราที่เล็บเท้าร่วมด้วยก็ได้

คุณจะป้องกันการติดโรคฮ่องกงฟุตได้อย่างไร

  • แหล่งรวมเชื้อ ได้แก่ ห้องอาบน้ำรวม เช่น ของนักกีฬา หรือโรงทหาร ซึ่งเชื้อราจากผู้ที่เป็นโรคนี้จะหลุดออกมาอยู่ที่พื้นห้องน้ำ และติดต่อไปยังเท้าผู้อื่นได้ ห้องอาบน้ำรวมจึงควรใช้ยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดพื้นห้องน้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • ดูแลเท้า โดยเฉพาะง่ามนิ้วเท้าให้แห้งสะอาด
  • ควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และดูแลพื้นภายในรองเท้า ให้แห้งอยู่เสมอ เช่น นำไปตากแดด หรือผึ่งลม และควรมีรองเท้าสับเปลี่ยนกัน
  • หากจำเป็นต้องลุยน้ำ หลังจากนั้น ก็ให้ล้างเท้าด้วยสบู่ให้สะอาด เช็ดเท้าให้แห้ง และเช็ดผิวหนังด้วยแอลกอฮอล์อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อพบความผิดปกติที่เท้าควรทำอย่างไร

โรคผิวหนังที่เท้ามีอยู่หลายโรคด้วยกัน และเกิดได้จากหลายสาเหตุ เมื่อท่านพบ อาการผิดปกติเกิดขึ้นที่เท้า จึงควรให้แพทย์วินิจฉัยเสียก่อนว่า เป็นโรคอะไรกันแน่ หากเป็นโรคเชื้อราก็วินิจฉัยได้จากการตรวจเพาะเชื้อ

การรักษาโรคฮ่องกงฟุต
  1. ใช้ยาทาซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบ เช่น ครีม ขี้ผึ้ง ยาน้ำ ผงซึ่งมีสารฆ่าเชื้อราผสมอยู่ด้วย
  2. ยารับประทาน มีทั้งชนิดกดความเจริญของเชื้อ หรือฆ่าเชื้อโดยตรงซึ่งแพทย์เป็นผู้รักษา และจ่ายยา

บุคคลที่มีโอกาสติดโรคเชื้อราได้ง่าย

  • นักกีฬา และทหาร เนื่องจากเท้าอับชื้นจากการใส่ถุงเท้า และรองเท้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้เท้าเปียกชื้น และอับชื้น ซึ่งเหมาะแก่การก่อโรค และเจริญเติบโตของเชื้อราที่เป็นต้นเหตุ
  • คนไข้โรคเบาหวาน
  • กลุ่มคนไข้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือคนที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน

ข้อควรระวัง
ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง นอกจากแพทย์ หรือเภสัชกรเป็นผู้ให้การรักษา ถ้ามีปัญหาเรื่องโรคเชื้อรา ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือเภสัชกร

Wednesday, September 9, 2009

ถ้าคุณเป็น"ทาส"คอมฯ ต้องโซ้ยมะม่วง!

ปัจจุบันการทำงานในอาชีพต่าง ๆ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่กระทั่งนักเรียนนักศึกษา การใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ จะทำให้ดวงตาของเราเมื่อยล้า และเสื่อมประสิทธิภาพได้ง่าย ดังนั้นต้องบำรุงสายตาเพื่อจะได้ใช้งานนาน ๆ

ผักใบเขียวนานาชนิดมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาอย่างมาก แต่บางคนอาจไม่ชอบทานผัก ไม่เป็นไร เพราะยังมีผลไม้ที่ช่วยบำรุงสายตา นั้นคือ "มะม่วง" สุดยอดผลไม้บำรุงสายตา

จักษุแพทย์ผู้ เชี่ยวชาญพบว่า "มะม่วง" เป็นผลไม้วิเศษในการถนอมรักษาสายตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสายตาของผู้สูงอายุ ซึ่งมักจะเสื่อมโทรมลงตามวันเวลาที่ล่วงไป

จักษุแพทย์ของศูนย์แพทย์โรคตาในสหรัฐฯ ได้ระบุว่า "มะม่วง" เป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงรักษาสายตาได้อย่างดียิ่งเสียกว่าหัวผักกาดแดง เพราะมะม่วงอุดมไปด้วยวิตามิน ซี และ อี กับ เบตาแครโรทีน อันเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระทั้งสิ้น

สารทั้งสามอย่างจะช่วยต่อต้านตัวอนุมูลอิสระ ที่เป็นเหตุให้สายตาต้องเสื่อมเลวลง "เราได้รู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า พวกอนุมุลอิสระ ยิ่งช่วยบ่อนทำลายสายตาที่เสื่อมลง เนื่องมาจากกล้ามเนื้อลูกตาอ่อนแรงให้หนักขึ้น" เขายังแนะนำว่า หากไม่กินมะม่วง ก็อาจจะเลือกกินผล "กีวี" ก็ได้ เพราะ ลูกกีวีมีโปแตสเซียมสูง ช่วยลดความเสี่ยงของการสูญเสียสายตาของผู้สูงอายุ ที่มีอาการความดันโลหิตสูงอยู่ด้วยได้

วิตามินดี, where are you?

"แสงแดด” คือที่มาของ “วิตามินดี” เริ่มใช้ไม่ได้ในสังคมเมือง ผู้คนตื่นก่อนอาทิตย์ขึ้น และกลับบ้านมืด ลองหาแหล่งอาหารสร้างวิตามินดีที่ใกล้ตัว

ลองตอบคำถามข้างล่างดูก่อนว่า คุณเลือกกินวิตามินเพราะอะไร?
  • กินวิตามิน ก็ต่อเมื่อร่างกายขาด ถ้าไม่ขาด ก็ไม่จำเป็น
  • กินเพราะไม่รู้ว่าอาหารที่กินทุกวันให้วิตามินครบถ้วนหรือไม่
  • กินเพราะต้องการวิตามินรักษาโรค เพราะกลัวผลข้างเคียงจากยาเคมี
  • กินเพราะต้องการปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระ และเพื่อป้องกันความชรา
คำตอบ ... ถูกต้องทุกข้อ

แม้เราไม่จำเป็นต้องกินวิตามินจนเกินความต้องการของร่างกาย แต่เราก็ไม่ควรละเลย ที่จะกินวิตามินให้ครบทุกชนิด เพื่อทำให้ร่างกายสมบูรณ์เต็มที่ ขณะเดียวกันเราไม่อาจปฏิเสธข้อดีของวิตามิน ในการช่วยรักษาโรค และเป็นยาอายุวัฒนะได้

ใช่ว่าเห็นอรรถประโยชน์มากมายแล้ว จะอัดวิตามินลงท้องจนพุงกางอย่างไม่มีสติ แต่เราต้องกลับมานั่งวิเคราะห์ต่อว่า เรามีความรู้เรื่องวิตามินเพียงพอแล้วหรือไม่?

กระแสฮิตวิตามินเริ่มนิยม ตั้งแต่ 20 ปีก่อน ผู้บริโภคที่รักสุขภาพทั้งหลาย หันมาสนับสนุนวิตามินรวม เพราะไม่รู้ว่าตนเองขาดวิตามินตัวไหน จึงตัดปัญหาขี้สงสัยด้วยวิธี “เหมาหมด” อีกทั้ง ยังเชื่อมั่นว่า " วิตามินรวม " จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็งลำไส้ และมะเร็งเต้านม รวมทั้งช่วยลดจำนวนวันที่เจ็บป่วย และบรรเทาอาการปวดได้

แล้วอาหารที่เรารับประทานตามปกตินั้นได้รับวิตามินเพียงพอแล้วหรือ?

ผู้รักสุขภาพหาทางออกด้วยการบริโภควิตามินสำเร็จรูป ซึ่งอัตราส่วนของวิตามินแต่ละตัวนั้น กำหนดให้เหมาะสมกับร่างกายของทุกคน

สำหรับคนที่คลั่งไคล้ความสมบูรณ์แบบก็จะตั้งคำถามต่อว่า เรายังขาดวิตามินตัวใดอีกบ้าง????
จากผลการสำรวจการขาดวิตามินในผู้หญิงไทย ที่อาศัยอยู่นอกเมืองในขอนแก่น มีอัตราขาดวิตามินดีอยู่ระหว่าง 34.9 - 65.1% แม้พวกเขามีโอกาสได้รับวิตามินดีจากแสงแดดมากกว่าอยู่ในเมืองก็ตาม จึงน่าจะอนุมานว่า ผู้หญิงในเมืองย่อมขาดวิตามินดีไม่มากก็น้อย

แม้ว่าแหล่งวิตามิน คือ แสงแดด การควบคุมน้ำหนัก และสารอาหารประกอบอื่น ๆ จะหาได้ง่าย และมีให้เสพได้ชั่วอายุขัย แต่ปัจจุบันเรามีความเสี่ยงมากขึ้น

ยิ่งอายุมากขึ้น ร่างกายสร้างวิตามินดีน้อยลง รวมถึงอาการผิดปกติของตับ และไต ย่อมสะท้อนว่าร่างกายขาดวิตามินดีแล้ว

เมื่อศึกษาเพิ่มขึ้น ความน่าสนใจของวิตามินดี ก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เนื่องจากมันเป็นวิตามินหลักในการเพิ่มแคลเซียม ช่วยต่อต้านมะเร็ง ลดความดันโลหิต ทำให้ภูมิต้านทานดีขึ้น รวมทั้งสามารถเพิ่มอินซูลินในร่างกาย

วิตามินดีจึงไม่ใช่เรื่องของกระดูกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ " Anti-aging " ด้วย

เมื่อรู้ข้อดี ก็ต้องบริโภคให้พอดีด้วย จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

อัตราการบริโภควิตามินดีที่เหมาะสมที่สุด คือ น้อยกว่า 30 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร หากรับประทานวิตามินรวม ควรบริโภควิตามินให้ได้ 400 - 800 IU หรือวิตามินดี 2 ซึ่งได้จากพืชในปริมาณหนึ่งแคปซูล 3 ครั้งต่อสัปดาห์

นอกจากนั้น เรายังสามารถหาแหล่งวิตามินดีได้จากปลาแซลมอน และเห็ดหอมด้วย

ปลาแซลมอนที่ดี ต้นตำรับจากประเทศนอร์เวย์เนื้อแน่นนุ่มสีส้มอ่อน ทั้งแซลมอนสดและรมควัน มักเอามาทำการหมัก ส่วนมากจะเอามาทานกับขนมปังหรือมันฝรั่ง และอื่น ๆ มีคุณค่าทางอาหารมากมาย

นอกจากวิตามินดี และโปรตีนแล้ว ยังมีสารสำคัญ คือ กรดไขมันจำเป็นชนิด โอไมก้า 3 ซึ่งจะช่วยในการควบคุมระดับโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นสูง ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงช่วยลดอัตราการเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ

DHA ยังช่วยทำให้เซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำมีขนาดใหญ่ขึ้น บรรเทาอาการปวด บวม อักเสบ ในผู้ป่วยโรคไขข้อรูมาตอยด์

" เห็ดหอม " คุณสมบัติเลิศที่สามารถนำมากินได้นั้น มีทั้งเห็ดหอมสด และเห็ดหอมแห้ง หากเป็นเห็ดหอมแห้งจะต้องนำมาแช่น้ำก่อนปรุงอาหาร เช่น เห็ดหอมผัดน้ำมันหอย เห็ดหอมตุ๋น โจ๊กเห็ดหอม ตลอดจนใช้เป็นวัตถุดิบในข้าวผัด และผัดผัก เป็นต้น

นอกจากเห็ดหอมจะให้สรรพคุณทางยา เป็นอายุวัฒนะ รักษาหวัดทำให้เลือดลมดี รักษาโรคหัวใจ ป้องกันโรคเลือดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แถมยังมีกรดอะมิโน ชื่อ eritadenine ช่วยให้ไตย่อยโคเลสเตอรอลได้ดีแล้ว

เห็ดหอมมีสารเลนติแนน (Lentinan) ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพ ในการต่อสู้กับเซลล์เนื้องอก และป้องกันการเติบโตของเนื้อร้าย

ที่มา
นายแพทย์พัฒนา เต็งอำนวย ผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามิน และแพทย์ประจำเมดิคัลสปา

ปวดศีรษะ

" อาการปวดศีรษะ (headache) " เป็นอาการซึ่งพบบ่อย มีโอกาสเกิดได้กับคนส่วนใหญ่ บางครั้งก็เพียงเป็นอาการรบกวนให้รู้สึกไม่สบาย รำคาญ ไม่สดชื่น ซึ่งแก้ไขได้ง่ายโดยพักผ่อน หรือใช้ยาบรรเทาอาการซึ่งหาได้ไม่ยาก ในบางรายอาการดังกล่าวกลับไม่ธรรมดา รบกวนการทำงาน ลดประสิทธิภาพ บางครั้งต้องหยุดงาน บางรายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจวินิจฉัย รักษา ค่ายา และเวลาในการไปรักษานั้นเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยมักเปลี่ยนที่รักษาไปก็หลายครั้งแต่กลับมีอาการมากขึ้น

อาการปวดศีรษะ นอกจากจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นร่วมกับโรคภัยไข้เจ็บ ที่เป็นกันบ่อย ๆ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่แล้ว ปวดศีรษะยังจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีความวิตกกังวล มีความเครียด หรือผู้ที่ต้องทำงานหนักแข่งกับเวลา และวิถีชีวิตที่ต้องเร่งรีบในปัจจุบัน นอกจากนี้ปวดศีรษะยังมักจะเป็นอาการอย่างหนึ่งเสมอ ๆ ของโรคทางกายต่าง ๆ เพราะผู้ที่กำลังป่วยด้วยโรคทางกายต่าง ๆ ก็มักจะมีความวิตกกังวลและมีความเครียด ความกลัวว่าโรคที่เป็นอยู่จะทำให้เกิดความรุนแรงต่อตนเอง ซึ่งจะนำมาสู่ความปวดศีรษะด้วยเสมอ ๆ อาการปวดศีรษะอาจมีความรุนแรงเพียงเล็กน้อย ไม่ทำให้ผู้ที่มีอาการปวดเดือดร้อนแต่ประการใด จนถึงมีอาการปวดมากที่สุดจนทุรนทุราย แต่ในบางครั้ง อาการปวดศีรษะไม่ว่าจะมีอาการปวดรุนแรงมากน้อยเพียงใดก็ตาม อาจเป็นสาเหตุที่รุนแรงและมีอันตรายได้

สาเหตุ

อาการปวดศีรษะอาจเกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือด เกิดจากการอักเสบ หรือเกิดจากการดึงรั้งของเส้นเลือดในสมอง หรือเยื่อหุ้มสมอง รวมทั้งความผิดปกติของอวัยวะที่อยู่รอบ ๆ สมอง เช่น โพรงจมูก ฟัน หรือกระบอกตา ล้วนทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกัน

สาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดศีรษะมีหลายอย่าง สาเหตุจากความผิดปกติในสมองได้แก่ การอักเสบของสมองและเยื่อหุ้มสมอง ฝีในสมอง เนื้องอกในสมอง และการมีเลือดคั่งในสมอง ส่วนสาเหตุที่เกิดจากความผิดปกตินอกสมอง ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โพรงจมูกอักเสบ ปวดศีรษะไมเกรน และความผิดปกติของสายตา เป็นต้น

อาการปวดศีรษะในผู้สูงอายุ

อาการปวดศีรษะในผู้สูงอายุพบได้บ่อย ส่วนใหญ่มักจะมีเรื่องของอาการมึนงง ซึ่งบางครั้งอาจจะให้ประวัติสับสนกับอาการปวดศีรษะ อาการเหล่านี้ในผู้สูงอายุมีสาเหตุหลายอย่าง เช่น ภาวะความดันเลือดต่ำขณะเปลี่ยนอิริยาบถ ปัญหาการทรงตัวไม่ดี เนื่องจากโรคของหู ตา หรือประสาทรับความรู้สึกเสียไป นอกจากนี้ผู้สูงอายุบางรายอาจมีอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อต้นคอ ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของกระดูกบริเวณต้นคอ อาการปวดศีรษะในผู้สูงอายุเพียงส่วนน้อยที่จะเกิดจากปัญหาเส้นเลือด การหดตัวของกล้ามเนื้อ และโรคไมเกรน

อาการปวดศีรษะในเพศหญิง

อาการปวดศีรษะในเพศหญิงจะพบได้ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งมักเกิดร่วมกับการมีประจำเดือน หรือการหมดประจำเดือนได้ ส่วนรายที่ตั้งครรภ์อาการปวดศีรษะ เนื่องจากไมเกรนมักจะดีขึ้น เมื่อตั้งครรภ์เกิน 3 เดือนไปแล้ว อย่างไรก็ตามหญิงตั้งครรภ์ ที่มีอาการปวดศีรษะควรพบแพทย์ เพราะมีบางโรคทำให้ อาการปวดศีรษะกำเริบขึ้นเมื่อตั้งครรภ์

อาการปวดศีรษะในเด็ก

ถ้าอาการปวดศีรษะเป็นเรื้อรัง และเป็นเรื่อย ๆ ส่วนมากจะมาจากความผิดปกติของเนื้อสมอง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เนื้องอกต่าง ๆ ส่วนเด็กที่ปวดศีรษะเป็น ๆ หาย ๆ อาจเกิดจากไมเกรนได้ อาการปวดศีรษะเป็นอาการที่พบบ่อยในเด็ก เด็กอาจมาด้วยอาการปวดศีรษะร่วมกับไข้และเจ็บป่วยอย่างอื่น หรือมาหาแพทย์ เพราะมีอาการปวดศีรษะเพียงอย่างเดียวก็ได้ ดังนั้นถ้าพบการปวดศีรษะในเด็ก ผู้ปกครองควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และนำผู้ป่วยพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องต่อไป

ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัว

เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อดนอน เครียด ใช้สมองหรือสายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ การปวดมีลักษณะตึง ๆ ตื้อ ๆ บางคนอาจปวดจี๊ด ๆ ร่วมด้วยก็ได้ ร้าวจากขมับไปกลางศีรษะจนถึงท้ายทอย อาจมีอาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือทั้งสองข้างก็ได้ ส่วนใหญ่แล้วอาการปวดมักจะเริ่มตอนสาย ๆ หรือบ่าย บางรายสังเกตได้ว่าเริ่มมีอาการ เมื่อผู้ป่วยเริ่มเคร่งเครียดกับงาน แล้วมักจะปวดต่อไปทั้งวัน แม้ว่าอาการอาจไม่รุนแรงแต่มีผลกระทบต่อการทำงาน และการดำเนินชีวิตประจำวัน เวลาหายก็มักหายไม่สนิทเป็นปลิดทิ้ง จะยังปวดตื้อ ๆ อยู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งต่างจากไมเกรนที่ปวดรุนแรง แต่เวลาไม่ปวดก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง ช่วงที่ปวดสามารถทานยาแก้ปวดทั่ว ๆไป เช่น แอสไพริน พาราเซตามอล ถ้าอาการไม่ทุเลา อาจต้องใช้ยาอื่นร่วมด้วย เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาคลายเครียด

ปวดศีรษะจากการขยายตัวของหลอดเลือดที่ศีรษะ

ปวดศีรษะที่เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือดที่ศีรษะมีหลายแบบ แต่ที่รู้จักกันดีคือ ไมเกรน สาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ ไข้สูง ยาบางชนิด อากาศร้อน เป็นต้น

ลักษณะสำคัญ คือ ปวดตุ้บ ๆ ที่บริเวณขมับข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ บางคนอาจเริ่มจากตื้อ ๆ จี๊ด ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ รุนแรงขึ้นจนตุ้บ ๆ ในที่สุด เวลาปวดจะรุนแรงมาก มักคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย แต่ช่วงที่ไม่ปวดจะหายเป็นปลิดทิ้ง บางคนอาจมีอาการเตือนก่อนปวด โดยจะตาพร่า เห็นแสงแวบ ๆ สีเหลืองหรือเป็นเส้นหยัก ๆ ลอยไปมา แล้วต่อมาค่อยปวดศีรษะ

สิ่งที่กระตุ้นให้อาการกำเริบมีหลายอย่าง เช่น อากาศร้อน ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันบางชนิด ยาเม็ดคุมกำเนิด แอลกอฮอล์ อาหารบางชนิด เช่น ช็อกโกแล็ต เนย เบคอน ไส้กรอก แฮม ผงชูรส เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีสารบางอย่างที่กระตุ้นอาการได้

ไมเกรนมักเริ่มเป็นตั้งแต่วัยรุ่น หรืออาจเริ่มช่วงอายุ 15 - 30 ปี พบในหญิงมากกว่าชาย โดยบางคนมีอาการมากช่วงก่อน ระหว่างหรือหลังมีประจำเดือน ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน อาการมักห่างลงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้ เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับการเกิดอาการปวดแบบไมเกรน ปัจจุบันพบว่า ion-transport gene เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคไมเกรน โดยระบบประสาทของผู้ที่เป็นไมเกรนไวต่อการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และสิ่งแวดล้อมมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นไมเกรน เมื่อระบบประสาทมีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง จะทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือด และเส้นประสาทรอบ ๆ สมอง นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติ ที่ระดับสารเคมีในสมอง การสื่อกระแสในสมอง หรือการทำงานที่ผิดปกติไปของหลอดเลือดสมองอีกด้วย

ปวดศีรษะจากสิ่งผิดปกติในสมอง

สิ่งผิดปกติในสมองที่อาจพบ ได้แก่ เนื้องอก ฝี พยาธิ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เส้นเลือดสมองแตก ฯลฯ มีลักษณะการปวดที่หลากหลาย ซึ่งขึ้นกับความรุนแรงของโรค ขนาดของรอยโรค ตำแหน่งที่เกิดโรคในสมอง อาการโดยรวม ๆ คือ มักปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อผ่านไปเป็นวัน สัปดาห์หรือเป็นเดือน ช่วงที่เป็น มักมีอาการอาเจียนมาก หรืออาจมีอาการอื่น ๆ ทางสมองร่วมด้วย เช่น ชัก เห็นภาพซ้อน สับสน แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ระดับความมีสติอาจซึมลง จนถึงเสียชีวิตได้

สาเหตุกระดูกและกล้ามเนื้อต้นคอ

อาการปวดศีรษะอาจจะเกิดจากความผิดปกติของกระดูกต้นคอ เช่น กระดูกอักเสบ ข้อเสื่อม หมอนกระดูกทับเส้นประสาท หรือเกิดจากกล้ามเนื้อต้นคอมีอาการเกร็ง เนื่องจากการที่อยู่ผิดท่าเป็นเวลานาน ๆ

ไซนัสอักเสบ

ผู้ป่วยจะมีไข้ น้ำมูกไหลมักจะปวดรอบตา แก้มหรือบริเวณหน้าผาก เช้า ๆ ตื่นมาไม่ปวดมาก สาย ๆ จะปวดมากขึ้น เวลาเคลื่อนไหวศีรษะจะปวดมากขึ้น

อาการปวดศีรษะจากขากรรไกร

ผู้ที่นอนกัดฟันกลางคืน หรือเคี้ยวอาหารที่เหนียว ๆ จะมีอาการปวด การวินิจฉัยทำได้โดยให้เคี้ยวจะทำให้ปวดศีรษะเพิ่มขึ้น

ปวดศีรษะจากต้อหิน

ผู้ที่มีความดันตาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ และเป็นภาวะเร่งด่วนที่จะต้องรีบให้การรักษา ผู้ป่วยจะปวดศีรษะบริเวณหน้าผาก ตาแดง เห็นแสงเป็นวง

เนื้องอกสมอง

ผู้ที่ปวดศีรษะจากเนื้องอกสมองมักจะมีอาการอ่อนแรง หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางบุคลิก และความจำ อาเจียน ชัก เนื้องอกของระบบประสาท แบ่งได้ตามอวัยวะที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เนื้องอกสมองพบได้ร้อยละ 75 เนื้องอกไขสันหลังพบได้ร้อยละ 20 และที่เหลือเป็นเนื้องอกของประสาทส่วนปลาย อาการของเนื้องอกในสมองคือ ปวดศีรษะ ตามัว อาเจียน เป็นอัมพาตแขนขา ตาบอด เดินเซ หูหนวก ชักกระตุก ความจำเสื่อม ทั้งนี้แล้วแต่ว่าก้อนเนื้องอกเกิดที่ใด และกดบริเวณอวัยวะส่วนใดของสมอง อย่างไรก็ตามอาการต่าง ๆ อาจเกิดจากสาเหตุ หรือโรคอื่นที่ไม่ใช่เนื้องอกก็ได้ จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด บางครั้งอาจอาศัยวิธีตรวจพิเศษร่วมด้วย เช่น การตรวจเอ็กซเรย์ การตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น

อาการปวดศีรษะจากความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยที่มีระดับความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะมีอาการปวดศีรษะ ในขณะที่ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงอาจจะไม่ปวดศีรษะเลยก็ได้

ปวดศีรษะจากเส้นเลือดสมองแตก

ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะทันทีทันใด ปวดมากและซึมลง แขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ทั้งนี้ เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่ในการควบคุม การทำงานทุกระบบ เช่น การเคลื่อนไหว ระบบประสาทสัมผัสต่าง ๆ เป็นต้น สมองในตำแหน่งต่าง ๆ ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้นอาการของโรคหลอดเลือดสมอง จึงเกิดขึ้นได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดโรคหากสมองส่วนใดสูญเสียการทำงานไป ก็จะเกิดอาการผิดปกติของร่างกายในระบบที่สมองบริเวณนั้นควบคุมอยู่ อาการมักเกิดอย่างรวดเร็ว หรือทันทีทันใด เนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงทันที แต่ในบางครั้งอาจมีอาการแบบเป็น ๆ หาย ๆ หรือค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะเวลาอันสั้น

อาการที่พบบ่อยมีหลายอย่าง ได้แก่ อ่อนแรงของร่างกายครึ่งซีก ชาครึ่งซีก เวียนศีรษะ ร่วมกับเดินเซ ตามัว หรือมองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ปวดศีรษะ อาเจียน ซึม ไม่รู้สึกตัว ที่สำคัญคืออาการดังกล่าวข้างต้น หากเกิดขึ้น และหายไปในเวลาอันรวดเร็ว ถือเป็นอาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ท่านควรไปพบแพทย์ด่วน พึงระลึกไว้เสมอว่า เมื่อมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที อย่ามัวรอดูอาการ

สาเหตุจากยา

ผลข้างเคียงของยาบางชนิด อาจทำให้ปวดศีรษะได้ ที่พบบ่อยได้แก่ ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือด ยารักษาโรคหัวใจชนิดไนเตรท เป็นต้น นอกจากนี้ อาการปวดหัวอาจเกิดจากการใช้ยาแก้ปวดมากและเป็นเวลานานติดต่อกัน ได้แก่ ยาในกลุ่มต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ NSAIDS ที่บ่อยได้บ่อยคือ ยาอินโดเมธาซิน

ทฤษฎีปวดศีรษะที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาทสมอง

นักวิจัยกำลังมุ่งความสนใจไปที่วิถีของเส้นประสาทคู่ที่ 5 หรือที่เรียกว่าไทรเจมินัล (trigeminal pathway) และสารเคมีในสมองชื่อซีโรโทนิน (serotonin) ที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง การปวดศีรษะอาจเป็นผลมาจากการเสียสมดุลของสารเคมีในสมอง พบว่าเมื่อมีอาการปวดศีรษะ ระดับซีโรโทนินในสมองจะลดต่ำลง ทำให้เกิดการกระตุ้นผ่านเส้นประสาทไทรเจมินัลไปยังหลอดเลือดที่เยื่อหุ้มสมองด้านนอก ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวจนบวมและอักเสบ

แนวทางการวินิจฉัยหาสาเหตุ
  • ลักษณะของอาการปวดศีรษะเป็นอย่างไร
  • ปวดที่ตรงไหน ปวดบ่อยแค่ไหน
  • ปวดครั้งสุดท้ายเมื่อไร ปวดครั้งแรกเมื่อไร
  • ปวดแต่ละครั้งนานแค่ไหน
  • มีการเปลี่ยนแปลงอาการปวดศีรษะหรือไม่ อย่างไร
  • มีอาการอื่นร่วมหรือไม่ เช่น อาเจียน มึนงง บ้านหมุน
  • การนอนหลับ
  • ปัจจัยที่กระตุ้นให้ปวดศีรษะ
  • ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ

ลักษณะเฉพาะบางประการ

  1. ระยะเวลาที่มีอาการเจ็บปวด เช่น มีอาการชั่วประเดี๋ยวเดียวก็หาย หรือมีอาการปวดศีรษะอย่างเดียว และเมื่อเข้านอนแล้วก็หายไป ถ้าเป็นเช่นนี้ มักจะไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่ร้ายแรง แต่หากมีอาการปวดศีรษะมากกว่า 24 ชั่วโมง หรือเป็นบ่อย ๆ เช่น 2 - 3 ครั้งในหนึ่งสัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และรับการรักษาต่อไป
  2. ในกรณีที่มีประวัติได้รับอันตรายที่ศีรษะจากอุบัติเหตุ หรือมีอาการง่วงซึม อาเจียน แขนขาอ่อนแรง หรือมีอาการตาพร่า อาจเกิดจากภาวะเลือดออกในกะโหลกศีรษะ
  3. หากมีไขัร่วมกับปวดศีรษะ ควรนึกถึงสาเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อ อาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือปาราสิต ที่สำคัญต้องคิดถึงโรคติดเชื้อในระบบประสาทด้วยเสมอ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไข้สมองอักเสบ เป็นต้น
  4. อาการผิดปกติทางสายตา เช่น ตาพร่ามัว แสงสว่างที่ทำให้ปวดเบ้าตา
  5. ความเครียดหรือ ความวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆ ทั้งการงาน ครอบครัว และเรื่องส่วนตัวต่าง ๆ ที่ยังจัดการไม่เรียบร้อย ก็มีผลทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้

อาการปวดศีรษะที่อาจเกิดจากสาเหตุร้ายแรง
  1. เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่มีการกระทบกระแทกศีรษะ
  2. ปวดศีรษะรุนแรงนานเกิน 4 ชั่วโมง
  3. อาการปวดศีรษะในเด็กอายุที่มีอายุน้อยกว่า 12 ปี
  4. ปวดศีรษะที่มีอาการรุนแรงตอนเช้า และดีขึ้นเมื่อลุกขึ้น
  5. เกิดอาการกะทันหัน ชนิดทันทีทันใด อาการรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  6. พบมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการคอแข็ง หลังแข็ง
  7. อาการอาเจียนรุนแรง ซึม เห็นภาพเปลี่ยน
  8. อาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น
  9. เกิดอาการหลังการออกกำลังหรือไอ
  10. อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่ออายุเกิน 50 ปี

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ (ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ)