Search This Blog

Wednesday, September 16, 2009

เด็ก กับ ของหวาน

เด็ก ๆ กับ " ของหวาน " นี่เป็นสองสิ่งที่แยกกันไม่ได้เลย ความหวานทำให้เกิดความสดชื่น จนบางคนถือว่า การได้กินของหวานทำให้แจ่มใส มีความสุข แต่อาจเกิดอาการติดได้ สิ่งที่เกิดขึ้นว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็ไม่น่ามีอะไรที่เป็นปัญหามาก แต่ตามหลักทางพุทธของเราอะไร ๆ ที่มากเกินพอดี ก็มักมีปัญหาทั้งนั้น

เรื่องของหวาน ๆ นี่ตามธรรมชาติ ก็เป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์สำหรับเด็ก และทุกคน เนื่องจากน้ำตาลซึ่งมีรสหวาน จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้นมา ในระดับที่ร่างกายต้องการ การกินน้ำตาลมักทำให้อารมณ์ดี มีความกระปรี้กระเปร่า แม้ในขณะที่หิวมาก ๆ ก็ยังรู้สึกดีขึ้นมาก ถ้าได้กินน้ำตาลหรือน้ำหวานสักแก้ว

ปัญหาก็คือ เมื่อกินของที่มีรสหวาน ก็จะเกิดความอยากบ่อยขึ้น และจะเกิดอาการติดใจ เลยกินไม่เลิก ตอนนี้แหละครับลำบาก ในเด็ก ๆ นี่เร็วมากครับ พอได้ลิ้มชิมรสหวานแล้วละก็ ไม่เอาแล้วของรสจืด เลิกกินกันไปเลย ปัญหาก็คือของที่เราป้อนไม่ว่าจะเป็นข้าว นม ก็เป็นของจืดทั้งนั้น เด็กก็เลยพาลไม่ยอมกินกันเลย จะกินแต่ของหวาน นาน ๆ เข้าก็เลยต้องใส่น้ำตาลในอาหารทุกอย่าง หรือแม้แต่นมก็ต้องมีรสหวาน

เมื่อเด็กกินของหวานเข้าไปแล้ว โดยทั่วไปผู้ใหญ่มักจะคิดว่า เด็กจะกินได้มากขึ้น แต่ในเด็กที่ผอมและกินอาหารยากกลับทำให้กินอย่างอื่นไม่ลง เนื่องจากในเด็กที่ผอมระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น จะไปทำให้ระดับฮอร์โมน อินซูลินสูงขึ้น เจ้าฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่สองอย่าง คือ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เนื่องจากน้ำตาลถูกนำไปใช้ และหน้าที่อีกอย่าง ก็คือไปกดความต้องการอาหารในเด็ก และในทางตรงกันข้าม ในเด็กที่อ้วนกลับกินไม่พอ ในตัวเด็กอ้วนนั้น ระดับอินซูลินไม่สามารถระงับความต้องการอาหารได้ ก็เลยกินเอา กินเอา ไม่ยอมหยุดด้วย ความเอร็ดอร่อย

ทีนี้ที่ เราคิดว่าจะแก้ปัญหาให้กินได้มากขึ้นในเด็กผอม ก็เลยกลายเป็นสร้างปัญหาไป นอกจากนี้ น้ำตาลหวาน ๆ พวกนี้ก็ยังสร้างปัญหาโลกแตกให้คุณหมอฟันมาก ลองคิดดูว่า ถ้าเด็กเล็ก ๆ โดยเฉพาะที่อายุน้อยกว่า 3 ขวบนี่ เวลาจะแปรงฟันทีก็ยากเย็นแสนเข็ญ ถ้าติดนมหวาน ขนมหวาน แถมติดขวดนมอีก แย่แน่ ๆ เพราะจะต้องฟันผุแน่นอนครับ ปัญหาเป็นปัญหาใหญ่มาก จนทำให้ที่ประเทศสิงคโปร์โฆษณาชวนเชื่อให้เด็กเลิกของหวานกันเลย แถมในรัฐแคลิฟอร์เนียก็มีข่าวแว่ว ๆ ว่า อาจไม่ให้ขายน้ำโค้ก แสดงว่าเขาเอาจริงครับ แต่ในประเทศเราท่าทางจะยาก เนื่องจากความเข้าใจเรื่องนี้มีน้อย ขนาดนมในโรงเรียนยังเป็นนมหวานเลยครับ แต่ก็เป็นที่น่ายินดี ที่มีข่าวว่า อีกไม่นานนมโรงเรียนจะเปลี่ยนเป็นนมจืดทั้งหมดแล้ว

"ความหวาน" เคยมีคนพิสูจน์มาแล้วว่า ทำให้เด็กค่อนข้างซุกซนผิดปกติ แถมยังไม่ค่อยมีสมาธิกับการเรียน ถึงแม้ว่าการศึกษาระยะหลัง ๆ ไม่ค่อยสนับสนุนนัก แต่ก็มีคนที่ค่อนข้างเชื่อว่า สมาธิกับของหวานน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ก็คงต้องรองานวิจัยที่แน่ชัดต่อไป

ที่แน่ ๆ ก็คือ ความหวานมีส่วนทำให้เด็กที่อ้วนอยู่แล้ว อ้วนมากขึ้น และอ้วนง่าย เนื่องจากความหวานมีรสอร่อย เด็กก็เลยกินมากเป็นธรรมดา ยิ่งอร่อยยิ่งอยากกิน จนในที่สุดก็อ้วนฉุ

บางคนถามว่าน้ำตาลอ้วนได้ยังไง ก็ขอเล่าแจ้งแถลงไปให้ทราบกันเลยว่า "น้ำตาลนี่เปลี่ยนไปเป็นไขมันได้ " พออ้วนมาก ๆ เข้า ก็ทำให้มีโอกาสเกิดปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

มีคนมักถามว่าผลไม้หวาน ๆ ล่ะ?........ กินได้มั้ย???

คำตอบก็คือว่า ความจริง ถ้ากินผลไม้กันเป็นผล ๆ และกินไม่มากจนเกินไป ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะผลไม้ที่กินทั้งผลมักจะได้กากใยด้วย ซึ่งเป็นผลดีต่อลำไส้ และการขับถ่าย แถมทำให้การดูดซึมไม่เร็วไปนัก แต่คนเดี๋ยวนี้ขี้เกียจเคี้ยวกัน จะกินผลไม้ก็ต้องกินแต่น้ำ จะกินผักก็กินแต่น้ำผัก ผมว่าท่าทางจะขี้เกียจเคี้ยวมากไปหน่อย ก็เลยทำให้อดกินของดี ๆ อีกหลายอย่าง ที่มีในผักและผลไม้ เดี๋ยวนี้เครื่องคั้นผลไม้แบบแยกกากมีขายกันเกร่อ ทำให้กินกันแต่น้ำผลไม้ ไม่กินกากกันเลย ความจริงกากผลไม้นั่นแหละ คือ "ของดี" ส่วนน้ำผลไม้นั่นไม่เท่าไหร่ มีวิตามินนิดหน่อยกับน้ำตาลก็เท่านั้นเอง ถ้ากินมาก ๆ ไปก็ไม่ใช่ว่าจะดีนะครับ บางคนกินน้ำผลไม้วันละเป็นลิตร ๆ เลยได้น้ำตาลไปมากเกินควร ก็อ้วนได้นะครับ

ความจริงถึงแม้ว่าของหวานกับเด็ก จะเป็นของคู่กันก็ตาม แต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้เด็กกิน หรือรู้จักขนมหวานมากนัก แต่อาจให้เด็กกินผลไม้และอาหารที่มีรสหวานได้บ้าง แต่ก็ไม่ควรมากหรือบ่อยเกินไป การกินอาหารที่รสไม่จัดน่าจะเป็นประโยชน์กับเด็กมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นความเชื่อที่ว่าการกินนม ที่มีรสหวานจะทำให้เด็กสามารถกินนม ได้มากขึ้นนั้น ไม่เป็นความจริงอย่างที่คิด แถมยังมีผลเสียมากมาย และที่สำคัญ บางคนให้เด็กกินนมเปรี้ยว และโยเกิร์ต ด้วยความหวังว่าเด็กจะได้กินนมบ้าง แต่ไม่ทันคิดว่านมเปรี้ยว และโยเกิร์ต ที่ขายตามท้องตลาดนั้นมีเนื้อนมแค่ประมาณครึ่งเดียว แต่มีน้ำตาลค่อนข้างสูงเด็ก ที่กินแล้วเลยพาลไม่กินข้าวไปเลย

Tuesday, September 15, 2009

ขี้หู

เมื่อพูดถึง “ ขี้หู ” คนส่วนใหญ่คงคิดว่ามัน คือ ของเสีย หรือสิ่งสกปรก และสรรหาสารพัดวิธี ที่จะกำจัดขี้หูให้หมดไป เช่น การใช้ไม้แคะหู หรือใช้ไม้พันสำลีเช็ดออก หลายคนเพลิดเพลินกับกิจกรรมการแคะหู มีบริการนี้ในร้านตัดผมเสียด้วยซ้ำ แต่แท้ที่จริงแล้วขี้หูนั้นมีประโยชน์ การกำจัดขี้หูอย่างไม่เหมาะสม กลับกลายเป็นการสร้างปัญหา หรือก่อให้เกิดอันตรายกับหูเสียมากกว่า

"ขี้หู" เกิดขึ้นได้อย่างไร?

โดยปกติแล้ว เซลล์ผิวหนังจะมีกระบวนการสร้างเซลล์ผิว ซึ่งจะเลื่อนขึ้นสู่ชั้นบนของผิวหนังและหลุดลอกออกไปได้เอง เซลล์บุผิวของรูหูชั้นนอกก็มีลักษณะคล้ายกับเซลล์บุผิวหนังทั่วไป แต่จะไม่หลุดลอกออกไปได้เองเหมือนเซลล์ผิวหนัง เซลล์บุผิวในรูหูจะสะสมเป็นแผ่นเป็นชั้น และเป็นองค์ประกอบสำคัญของขี้หู คิดเป็นร้อยละ 60 ของน้ำหนักทั้งหมดของขี้หู นอกจากนี้ขี้หูยังประกอบไปด้วย เอนไซม์ เพปไทด์ กรดไขมัน คอเลสเตอรอล และแอลกอฮอล์ เป็นต้น

ขี้หูถูกหลั่งออกมาตรงบริเวณใกล้ ๆ กับแก้วหู ในระยะแรกขี้หูจะมีลักษณะนุ่ม เหลว ไม่มีสี และไม่มีกลิ่น ต่อมาขี้หูจะค่อย ๆ เคลื่อนที่ออกมาสู่ภายนอก โดยการพัดโบกของเซลล์ขนในรูหู ผสมผสานกับการขยับเคลื่อนที่ของขากรรไกร เช่น เวลาเคี้ยวอาหาร เวลาพูด เวลาหาว ทำให้ขี้หูค่อย ๆ เคลื่อนออกมาทีละน้อย เมื่อขี้หูเคลื่อนที่ออกมาด้านนอก จะทำให้ขี้หูมีลักษณะเปลี่ยนไป โดยมีสีเข้มขึ้น เหนียวข้น และมีกลิ่น

ทำไมขี้หูของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน?

ลักษณะของขี้หูจะแตกต่างกันไปตามเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากความแตกต่างในองค์ประกอบของไขมัน และสีผิวของขี้หู คนผิวขาว (ชาวยุโรป-ชาวอเมริกัน) และคนผิวดำ (ชาวแอฟริกัน) จะมีขี้หูสีน้ำตาลอ่อนจนถึงเข้ม และมีลักษณะเหนียว ข้น ชื้น ขณะที่คนผิวเหลือง (ชาวเอเชีย และชาวอินเดียนแดง) จะมีขี้หูสีเทาหรือสีแทน และไม่มีลักษณะเหนียว ข้น ชื้น แต่จะเปราะและแห้ง

ประโยชน์ของขี้หู

ขี้หูจะช่วยป้องกันอันตราย ที่อาจจะเกิดกับรูหูชั้นนอก ลักษณะข้นเหนียวของขี้หูจะช่วยเคลือบ และจับสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าไปในรูหู เช่น ฝุ่นและแมลง นอกจากนี้ ขี้หูยังมีคุณสมบัติเป็นกรด ซึ่งจะช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ ในรูหูได้

เมื่อมีการขูดขีดหรือฉีกขาดเล็กน้อยในรูหู เช่น แผลที่เกิดจากการแคะหูด้วยวัตถุแปลกปลอมต่าง ๆ ขี้หูที่เคลือบผิวของรูหูจะช่วยบรรเทา และลดการติดเชื้อที่ผิวของรูหูได้ แต่ถ้าขี้หูถูกกำจัดออกไปจนหมด ก็อาจเกิดการติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

ดังนั้น หากแคะหูบ่อย ๆ โปรดระวัง!!
ขี้หูอุดตัน - ติดเชื้อ - แก้วหูทะลุ

เมื่อเราใช้ไม้พันสำลีเช็ดหู เราจะเห็นขี้หูบางส่วนติดปลายไม้พันสำลีออกมาด้วย เราอาจจะคิดว่าได้กำจัดขี้หูออกไปแล้ว แต่ความจริงแล้ว ขี้หูที่ติดมากับปลายไม้พันสำลีนั้น เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่ของขี้หูจะถูกไม้พันสำลีดันลึกเข้าไปในรูหูด้านในมากขึ้น ทำให้ขี้หูแข็งมากขึ้น และเกิดการอุดตันได้ ยิ่งไปกว่านั้น ขี้หูที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่จะหลั่งออกมาบริเวณระหว่างขี้หู ที่อุดตันกับแก้ว หู ซึ่งจะยิ่งทำให้ขี้หูอุดตันมากขึ้น

นอกจากนี้ ไม้พันสำลีมักจะทำให้เซลล์ขนในรูหู ซึ่งทำหน้าที่พัดโบกขี้หูออกมาด้านนอก เสียหาย ขี้หูจึงคั่งค้างอยู่ข้างใน และสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การใช้ไม้พันสำลีปั่นรูหูแรง ๆ ยังอาจทำให้ผิวหนังในรูหูถลอกหรือเป็นแผล ซึ่งทำให้เกิดการติดเชื้อได้ หากใช้ไม้พันสำลีสอดลึกเกินไป ก็อาจทำให้เยื่อแก้วหูบาดเจ็บหรือทะลุได้

อาการของขี้หูอุดตัน

ขี้หูอุดตันอาจทำให้มีอาการคัน ปวด มึนงง ได้ยินเสียงแว่วในหู ไอ บ้านหมุน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ ขี้หูอุดตันจะส่งผลต่อการได้ยิน แพทย์อาจใช้ยาละลายขี้หู เพื่อช่วยให้ขี้หูอ่อนนุ่มลง และกำจัดได้ง่ายขึ้น

ถึงแม้จะได้ชื่อว่า “ขี้หู” แต่ก็ไม่ใช่สิ่งสกปรกที่ต้องกำจัดแต่อย่างใด เพราะอาจจะไปทำลายสภาพแวดล้อมที่ดีในรูหู การแคะหูโดยใช้วัตถุใด ๆ ก็ตามแหย่เข้าไปในรูหู อาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แม้แต่ปลายเล็บของเราเองก็อาจทำให้หูถลอก ติดเชื้อ และอักเสบได้ นอกจากนี้ ไม้แคะหูในร้านตัดผมชาย ก็อาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคจากผู้หนึ่งไปสู่อีกผู้หนึ่งได้ ดังนั้น โดยปกติแล้วไม่จำเป็นต้องล้าง หรือทำความสะอาดภายในรูหู เพียงแต่ทำความสะอาดใบหูด้านนอกระหว่างอาบน้ำก็เพียงพอแล้ว

ฝักบัว - ตัวแพร่เชื้อโรค

ฝักบัวเป็นตัวเพาะแบคทีเรีย และแพร่เชื้อโรคอันตรายเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ จากการสุ่มนำฝักบัว 50 อันจากสถานที่หลายแห่งใน 9 เมืองของสหรัฐมาตรวจศึกษา ทำให้พบเชื้อโรคที่จะก่อให้เกิด "โรคปอด" จากฝักบัวมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และแบคทีเรียที่ฝังติดอยู่ในฝักบัว มีปริมาณสูงกว่าแบคทีเรียในน้ำทั่วไปถึง 100 เท่า จากการศึกษาพบว่า หากคนเราเปิดฝักบัวและปล่อยให้น้ำรดหน้า และเนื้อตัวตั้งแต่ เริ่มอาบน้ำ นั่นหมายความว่า มีสิทธิที่จะมีแบคทีเรียจำนวนมากเข้าสู่ร่างกาย

การศึกษาของทีมแพทย์ชุดนี้ ที่นำโดยนาย นอร์แมน แพค นักจุลชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด มีขึ้นหลังจากนักวิจัยในโรงพยาบาล แห่งชาติยิวในเมืองเดนเวอร์ ของสหรัฐ ตรวจพบผู้ติดเชื้อในปอดจากกลุ่มผู้ที่ ใช้ฝักบัวอาบน้ำมากกว่ากลุ่มตักน้ำในถังอาบ โดยผู้ติดเชื้อโรคจะมีอาการเหนื่อยง่าย ไอแห้ง หายใจเร็ว อ่อนเพลีย และรู้สึกไม่สบายบ่อย การศึกษายังพบด้วยว่า "ฝักบัวพลาสติค" ทำให้ติดเชื้อโรคง่ายกว่าฝักบัว ที่ทำจากโลหะ

Sunday, September 13, 2009

เวชศาสตร์ฟื้นฟู /กายภาพบำบัด

เมื่อมีการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย หรือการเล่นกีฬาเกิดขึ้น ในระหว่างที่ให้การรักษาอยู่ และภายหลังการรักษาจากแพทย์ผ่านพ้นไปแล้ว ผู้ที่เชี่ยวชาญ ที่จะให้การฟื้นฟูอวัยวะส่วน ที่ได้รับบาดเจ็บ ให้กลับคืนสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว ถ้าเป็นแพทย์เราเรียกว่า "แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู" ถ้าไม่ใช่แพทย์ มีหลายสาขา เช่น นักกายภาพบำบัด และนักอาชีวบำบัด เป็นต้น

การให้การรักษาเพื่อฟื้นฟูอวัยวะส่วนที่บาดเจ็บนี้ อาศัยหลักการดังนี้ คือ
  1. การใช้ความร้อน จะทำให้เกิดการขยายตัวของเส้นเลือด มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อ เลือดที่ออกมาติดกับเนื้อเยื่อจะเริ่มสลายตัว ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ช่วยลดการอักเสบ การใช้ความร้อนมี 2 ชนิดคือ
  1. ความร้อนแบบชื้น ได้แก่ ความร้อนที่ได้จาก ถุงเยลลี่ร้อน ระบบน้ำวน และขี้ผึ้งพาราฟิน เป็นต้น
  2. ความร้อนแบบแห้ง ได้แก่ ความร้อนที่ได้จากการแผ่รังสีความร้อน อันเกิดจากเครื่องมือทางฟิสิกส์ ที่เราได้ยินชื่อกันบ่อย ๆ เช่น เครื่องนวดระบบความถี่เหนือเสียง อัลตราซาวด์ เป็นต้น
  • การเคลื่อนไหวข้อต่อที่บาดเจ็บ โดยการเริ่มต้นให้กล้ามเนื้อหดตัว และคลายตัว โดยไม่มีการเคลื่อนไหวของข้อต่อก่อน จนกระทั่งถึงการทำให้มีการเคลื่อนไหวของข้อต่อ จนกว่าข้อต่อนั้น ๆ จะงอหรือเหยียดได้เต็มที่เหมือนเดิม ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธี คือ คนไข้พยายามงอเหยียดด้วยตนเอง และการใช้การดัดจากนักกายภาพบำบัด
  • การฝึกกล้ามเนื้อให้กลับมาแข็งแรงเท่าเดิม ในระหว่างที่บาดเจ็บ กล้ามเนื้อในส่วนที่ไม่ได้ใช้งานเท่าเดิมจะลีบลง ความแข็งแรงจะลดน้อยลง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องฝึกกล้ามเนื้อให้กลับมาใหญ่เท่าเดิมโดยอาศัยการยกน้ำหนัก

Friday, September 11, 2009

การฝึกกล้ามเนื้อตาด้วยตนเอง

เมื่อท่านทราบว่า "กำลังมีอาการกล้ามเนื้อตาล้า" หรือ "กล้ามเนื้อตาอ่อนกำลัง (Convergence Insufficiency)" ท่านสามารถทำให้กล้ามเนื้อตาเข้าสู่สภาพปกติ หรือทำให้อาการปวดตา ไม่สบายตาหายไปด้วยตนเอง โดยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

อุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึก
ไฟฉายเล็ก ๆ แบบแท่งดินสอ 1 อัน หรือถ้าไม่มีอาจใช้ดินสอ หรือปากกา 1 ด้าม

ขั้นตอนในการฝึก
  1. ใช้มือข้างที่ถนัดถือไฟฉาย หรือดินสอ หรือปากกาที่มี แล้วยืดแขนออกไปให้แขนเหยียดตรง โดยให้ไฟฉาย หรือดินสออยู่ตรงกึ่งกลางของดั้งจมูกพอดี
  2. ใช้ตาทั้ง 2 ข้างเพ่ง - จ้องไปที่ดวงไฟ หรือปลายดินสอ / ปลายปากกา จะต้องเห็นดวงไป หรือปลายดินสอเป็นภาพเดียว ไม่มีภาพซ้อน ในกรณีที่เห็นเป็นภาพซ้อน ให้หลับตาทั้ง 2 ข้างลงก่อน แล้วลืมตาดูใหม่ พยายามมองให้เห็นไฟเป็น 1 ดวง
  3. ค่อย ๆ เลื่อนมือเข้ามาใกล้ตา เรื่อย ๆ ช้า ๆ โดยที่สายตายังคงจ้องอยู่ที่ดวงไฟ หรือปลายปากกา เพื่อจะได้สังเกตุเห็นความแตกต่าง ระหว่างจุดตั้งต้นกับระยะที่ไฟเลื่อนเข้ามา
  4. ค่อย ๆ เลื่อนมือเข้า จนกระทั่งเมื่อใดที่เห็นดวงไฟ หรือปลายปากกาแยกเป็น 2 จุด หรือเริ่มมัวมองไม่ชัด เช่น จุดเริ่มต้นให้ถอยมือกลับไปตั้งต้นใหม่ ให้เห็นชัดที่ระยะสุดแขนเช่นเดิม
  5. ฝึกซ้ำข้อ 1 - 4 ประมาณ 20 ครั้ง แล้วจึงหยุดฝึก

วิธีฝึกให้ได้ผล
  1. ฝึกวันละ 3 รอบ รอบละ 20 ครั้ง รวมเป็นวันละ 60 ครั้ง
  2. การฝึกจะต้องฝึกให้สม่ำเสมอทุกวัน
  3. หลังจากฝึกประมาณ 3 อาทิตย์ ให้กลับมาดูผลตามแพทย์นัด

หมายเหตุ
การฝึกกล้ามเนื้อตาด้วยตนเอง โดยวิธีง่าย ๆ จะได้ผลดีเมื่อมีการปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ทำตามขั้นตอนของการฝึกอย่างสม่ำเสมอ ก่อนกลับมาพบแพทย์ตามนัด

ดื่มน้ำเท่าไร แบบไหนจึงจะสุขภาพดี ?

ปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวันเป็นสิ่งสำคัญ คนดื่มน้ำน้อยเลือดจะข้น ระบบไหลเวียนของเหลวในร่างกายผิดปกติ ผิวพรรณหยาบกร้าน รวมทั้งอาจเกิดการเจ็บป่วยต่าง ๆ แต่หากดื่มน้ำมากเกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นผลดี เพราะไตจะทำงานหนัก ส่งผลให้ปวดศีรษะ อาเจียน กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ความดันสูง น้ำหนักมากขึ้น ร่างกายบวมน้ำ รวมถึงอาจส่งผลถึงระบบสืบพันธุ์ แต่ละวันมนุษย์ควรดื่มน้ำปริมาณเท่าไร และดื่มน้ำอะไรถึงจะปลอดภัย เราจะมาถอดรหัสกัน

สูตรคำนวณปริมาณน้ำดื่มที่เหมาะกับคุณ

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดสูตรคำนวณปริมาณน้ำดื่ม ที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของ แต่ละคน ในแต่ละวันไว้ดังนี้

น้ำหนักตัว (ก.ก.)/2 x 2.2 x30 = … C.C.
**(1000 C.C. = 1 ลิตร, 1 ลิตร = 5 แก้ว)


สมมติว่า มีน้ำหนักตัว 55 กิโลกรัม 55/2 x 2.2 x 30 = 1815 C.C. 1815 C.C. = 1.8 ลิตร 1.8 ลิตร = 9 แก้ว เมื่อทราบปริมาณน้ำดื่มต่อวันแล้ว จะต้องมีเทคนิคในการดื่มน้ำ ให้เกิดประโยชน์กับร่างกายมากที่สุดด้วย เทคนิคง่าย ๆ ที่ว่านั้นมีอยู่ 2 ข้อคือ

หลังตื่นนอน ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำทันที 2 - 5 แก้ว เพื่อช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ควรเป็นน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น ไม่ใช่น้ำเย็น ที่ต้องดื่มตอนเช้า เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายขับสารพิษได้ดีที่สุด ดื่มน้ำแต่น้อย ระหว่างรับประทานอาหาร ไม่ควรเกิน 1 แก้ว หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว 40 นาทีจึงค่อยดื่มน้ำตาม เพื่อให้กระเพาะย่อยอาหารได้เต็มที่ ที่สำคัญไม่ควรดื่มน้ำเย็น เพราะจะไปรบกวนการย่อย ทุกวันนี้เราดื่มน้ำอะไรกันอยู่

น้ำประปาดื่มได้

ปัจจุบัน น้ำประปาของการประปานครหลวง ผ่านการผลิต และควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก จึงดื่มได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระบบเดินท่อประปาในบ้าน ท่อเหล็กมีอายุใช้งานไม่เกิน 5 ปี ที่ปลอดภัยที่สุด คือ ท่อพลาสติก เพราะไม่เป็นสนิม การต้มน้ำประปาจะช่วยฆ่าเชื้อโรคในน้ำ และลดความกระด้างไปพร้อมกัน ทั้งยังลดกลิ่นคลอรีนได้ด้วย ส่วนน้ำประปาที่ผ่านระบบกรอง ก็ขึ้นอยู่กับตัวกรองที่เลือกใช้ บางบ้านอาจใช้ตัวกรองถ่าน (Activated carbon) และเรซิน (Resin) ซึ่งก็สะอาดเพียงพอใกล้เคียงน้ำบรรจุขวด เว้นแต่ไม่ได้ผ่านขั้นตอนการฆ่าเชื้อ ด้วยรังสีอัลตร้าไวโอเลตหรือโอโซน

น้ำดื่มบรรจุขวด

The International Bottled Water Association หรือสมาคมน้ำบรรจุขวดนานาชาติ ได้ให้นิยามของน้ำบรรจุขวดไว้ว่า
  • น้ำดื่ม (Drinking Water) น้ำดื่มในบ้านเรานั้นได้มาจากแหล่งน้ำบาดาล และน้ำประปา ผ่านการกรองชั้นถ่านเพื่อดูดกลิ่น ตามด้วยการผ่านสารเรซิน เพื่อลดความกระด้าง ขั้นตอนสุดท้ายคือ การฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่อาจปนเปื้อนในน้ำ ด้วยการผ่านแสงอุลตร้าไวโอเลต หรือก๊าซโอโซน ที่เราเรียกกันจนคุ้นเคยว่าน้ำ UV หรือน้ำโอโซนนั่นเอง
  • น้ำธรรมชาติ (Natural Water) คือ น้ำใต้ดิน รวมทั้งน้ำพุ (Spring) น้ำแร่ (Mineral) น้ำบ่อ (Well) และน้ำพุที่เจาะขึ้นมาจากแหล่งใต้ดิน (Artesian Well) ไม่นับรวมแหล่งน้ำสาธารณะ และน้ำประปา ในการผลิตน้ำธรรมชาติ ห้ามใช้กระบวนการอื่นใด นอกจากการกรองเศษฝุ่นละอองและการฆ่าเชื้อโรค ด้วยวิธีการผลิตดังกล่าว จึงทำให้น้ำแร่บรรจุขวดมีความใกล้เคียงกับน้ำจากแหล่งกำเนิดมาก และการที่น้ำแร่มีคุณสมบัติแตกต่างกันตามแหล่งน้ำธรรมชาตินี้เอง จึงต้องมีการกำหนดค่าปริมาณเกลือแร่ ซึ่งอาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของเด็ก และสตรีมีครรภ์ที่มีระบบย่อยอาหารไม่ดีเท่าคนทั่วไป เพราะน้ำแร่จะออกฤทธิ์เป็นยาระบาย หากมีปริมาณซัลเฟตมากกว่า 600 มิลลิกรัมต่อลิตร (ยกเว้นแคลเซียมซัลเฟต)
  • น้ำเพียวริไฟด์ (Purified Water) เรียกง่าย ๆ ว่า น้ำกลั่น เป็นน้ำที่ผลิตด้วยการกลั่น คือต้มน้ำจนเดือดแล้วระเหยกลายเป็นไอ เมื่อไอน้ำกระทบพื้นผิวที่เย็นจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ หรืออีกวิธีคือ การใช้กระแสไฟฟ้าแยกเกลือแร่ (Deionization) ที่ปนอยู่ออก แล้วน้ำไปผ่านขั้นตอนการกรอง ด้วยวัสดุที่มีรูขนาดเล็ก 0.0006 ไมครอน (1 เมตรเท่ากับ 1 ล้านไมครอน) เมื่อแร่ธาตุต่าง ๆ ถูกกรองออกหมดจะได้น้ำที่บริสุทธิ์มาก จนแทบไม่เหลือความกระด้างอยู่เลย แต่ที่จริงแล้วร่างกายคนเรา ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับน้ำบริสุทธิ์ขนาดนั้น

ขวดแบบไหนเหมาะใส่น้ำดื่ม

ขวดที่นิยมใช้บรรจุน้ำดื่มในปัจจุบัน มี 4 ชนิด คือ (1) ขวดแก้วใส, (2) ขวดพลาสติกใสและแข็ง (Polystyrene), (3) ขวดพลาสติกเพท (Polyethylene terephthalate, PET) ซึ่งมีลักษณะใสและกรอบ และสุดท้าย (4) ขวดพลาสติกขาวขุ่น (High-density polyethylene, HDPE)

ขวด 3 ชนิดแรก ใช้บรรจุน้ำดื่มได้ดีกว่าขวดพลาสติกสีขาวขุ่น เคยมีการทดลองนำน้ำดื่มบรรจุขวดสีขาวขุ่นไปตั้งกลางแดดนาน ๆ จะมีกลิ่นของพลาสติกปนมากับน้ำ แม้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค แต่ก็ทำให้คุณภาพของน้ำลดลง ข้อเสียอีกประการหนึ่งคือ ขวดขาวขุ่นไม่เหมาะที่จะนำมารีไซเคิล ต่างจากขวดอีกสามชนิด ที่รีไซเคิลง่ายและใช้ได้ทนทานกว่า ส่วนวันหมดอายุของน้ำดื่มบรรจุขวดนั้น คือ ประมาณ 2 ปี นับจากวันผลิตที่ระบุไว้บนฉลาก

ที่มา นิตยสาร HEALTH & CUISINE

ดูแลผิว ช่วงหน้าฝน

เตือนภัยผิวที่แฝงมากับช่วงฤดูฝน ที่ส่งผลต่อผิวหนังของเรา

ด้วยสภาพอากาศที่ฝนตกชุกในช่วงนี้ ภาวะที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เมื่อฝนตก คือ มักเจอกับอากาศที่อับชื้น ทำให้บางครั้งอาจเกิดผื่นแปลก ๆ ขึ้นบนผิวหนังได้ ปัญหาที่พบได้เสมอในช่วงหน้าฝน มักมีสาเหตุมาจากเชื้อรา เนื่องจากลักษณะเฉพาะของเชื้อโรคกลุ่มนี้ ที่เจริญเติบโตได้ดีในภาวะที่ชื้น แฉะ ผื่นจากเชื้อรา มีได้หลากหลายรูปแบบ เรามาดูผื่นที่พบได้บ่อย ๆ กันดีกว่า

วงด่าง ๆ สีขาว หรือสีเนื้อ ในบางคนอาจขึ้นเป็นวงสีน้ำตาล ร่วมกับมีขุยสีขาวเล็ก ๆ มักเกิดขึ้นบนผิวหนัง บริเวณหน้าอกและลำตัว อาจมีอาการคันร่วมด้วยได้ นอกจากดูไม่สวยงามแล้ว ยังทำให้เสียบุคลิก ผื่นชนิดนี้ เป็นลักษณะของโรคเกลื้อน ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น ที่สุขอนามัยไม่ค่อยดี ไม่ชอบอาบน้ำ เชื้อเกลื้อนเป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Malassezia furfur สามารถพบได้บนผิวหนังของคนทั่วไป แต่ปกติแล้วไม่ก่อโรค ยกเว้นในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น คนที่ออกกำลังกาย เหงื่อออก หรือตากฝน แล้วไม่ยอมอาบน้ำ ร่างกายชื้นแฉะอยู่เป็นเวลานาน ทำให้เชื้อเพิ่มจำนวนจนทำให้เกิดผื่นลักษณะดังกล่าวขึ้น

ในคนที่น้ำหนักมาก หรือภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวาน อาจเกิดผื่นสีแดงขึ้นตามบริเวณข้อพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือใต้ราวนม ร่วมกับมีอาการคันมาก สาเหตุเกิดจากการติด เชื้อยีสต์ในกลุ่มแคนดิดา (Candida) สามารถรักษาให้หายได้ โดยการทายาฆ่าเชื้อราทั่วไป แต่มักเป็นซ้ำได้บ่อย เพราะยีสต์ชนิดนี้พบได้ในร่างกายของคนเรา เช่น บริเวณช่องปาก ระบบทางเดินอาหาร และช่องคลอด

ช่วงที่ฝนตกมาก ๆ บางพื้นที่อาจมีน้ำท่วมขัง หรือเวลาฝนตกนานเป็นชั่วโมง ทำให้ต้องเดินย่ำน้ำ ชื้นแฉะ เป็นเวลานานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากยังไม่รีบทำความสะอาดเท้า ผ่านไปสักระยะหนึ่งอาจพบว่าผิวตามซอกนิ้วเท้าลอกเป็นขุยขาว ๆ หรือเปียกยุ่ย หรืออาจถึงขั้นเป็นแผล มีน้ำเหลืองแฉะที่ผิว เรียกว่า "โรคน้ำกัดเท้า" หรือ "เชื้อราที่เท้า" เกิดจากเชื้อกลากซึ่งอยู่ตามสิ่งแวดล้อม เช่น หิน ดิน ทราย รวมทั้งในสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว ผื่นที่เท้าอาจจะลามไปที่ลำตัวส่วนอื่นได้ ที่พบบ่อยคือทำให้เกิดผื่นบริเวณขาหนีบ เรียกว่า "สังคัง"

เวลาถอดรองเท้า บางคนอาจมีกลิ่นเหม็นโชยออกมา เมื่อก้มดูที่ฝ่าเท้า จะเห็นเป็นรูพรุนเล็ก ๆ หรือเป็นแอ่งเว้าแหว่งตื้น ๆ เรียกว่า "โรคเท้าเหม็น" สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง มักพบในผู้ชายที่ใส่ถุงเท้า ที่ทำจากใยสังเคราะห์หนา ๆ ซึ่งมักจะแห้งยากในหน้าฝน

นอกจากนี้ ในน้ำที่ขังตามพื้นถนน อาจมีพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิปากขอ ซึ่งสามารถชอนไชเข้าสู่ผิวหนังได้โดยตรง ทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ หรือ ถ้าโชคไม่ดี ได้รับเชื้อที่ทำให้เกิด "โรคฉี่หนู" เข้าไปตามรอยแผลเล็ก ๆ ที่เท้า อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้


โดยสรุปแล้ว ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่าสาเหตุของโรคส่วนใหญ่มาจาก "การย่ำน้ำสกปรก" หรือ "ปล่อยให้ผิวหนังอับชื้นอยู่เป็นระยะเวลานาน" ทำให้เชื้อซึ่งพบได้ตามสิ่งแวดล้อมทั่วไป เพิ่มจำนวนขึ้นจนก่อให้เกิดโรค ดังนั้นการป้องกันอันดับแรก คือ หลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำน้ำ หรือตากฝน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกลับถึงที่พัก ควรรีบถอดเสื้อผ้า แล้วอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย โดยใช้สบู่หรือสารทำความสะอาดทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อชนิดพิเศษแต่อย่างใด เพราะอาจแรงเกินไป เสร็จแล้วใช้ผ้าซับ หรือใช้พัดลมเป่าให้แห้ง การโรยแป้งฝุ่นสามารถช่วยลดความชื้น และการเสียดสีได้ เสื้อผ้า และถุงเท้าที่ใช้ ควรทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้ายที่ไม่หนาจนเกินไป เพื่อให้ระบายอากาศได้ดี หน้าฝนผ้ายีนส์จะแห้งยากทำให้เกิดความอับชื้นได้ง่าย จึงควรระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้แล้วการใส่รองเท้าแตะบ้าง ก็ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อราที่เท้าได้ เช่นกัน


ที่มา
นพ.ชัยประสิทธิ์ บาลมงคล - ศูนย์ผิวหนัง เลเซอร์และความงาม โรงพยาบาลเวชธานี